คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 207/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสดงสภาพการเป็นทายาทโดยลำดับในคำฟ้องให้ชัดเจนเพียงพอแล้ว แม้จะอ้างสิทธิในฐานะอื่นไม่สำเร็จก็ตาม หากมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นทายาทตามที่อ้างในบัญชีเครือญาติหรือไม่ ศาลต้องวินิจฉัยประเด็นนั้นต่อไป
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของ พ. โดยอ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมของ พ. ประการหนึ่ง กับอ้างว่าเป็นทายาทของ พ. ตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้องด้วยอีกประการหนึ่ง ตามบัญชีเครือญาติ โจทก์แสดงว่า พ. มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันหลายคนรวมทั้ง ว. บิดาโจทก์ ว. ตายไปแล้ว ซึ่งพอเป็นที่เข้าใจถึงการเป็นทายาทของโจทก์ ว่าโจทก์มีสิทธิรับมรดกของ พ. แทนที่ ว. ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายถึงสภาพการเป็นทายาทของโจทก์ว่าเป็นมาโดยลำดับอย่างไรไว้ในคำฟ้องแล้ว เพราะบัญชีเครือญาติก็เป็นส่วนหนึ่งขอคำฟ้อง
แม้โจทก์จะไม่มีสิทธิรับมรดกของ พ. ในฐานะเป็นบุตรบุญธรรม แต่เมื่อปรากฏว่า โจทก์ได้ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้องมาด้วย คดีจึงมีประเด็นซึ่งจะต้องพิจารณาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นทายาทรับมรดกแทนที่ ว. บิดา ตามบัญชีเครือญาติ ท้ายฟ้องจริงหรือไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า นางสาวพัง ชีระพันธุ์ ไม่มีสามีและบุตร ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๐๗ มีทรัพย์มรดกตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนางสาวพังมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๒๔๗๐ และเป็นทายาทของนางสาวพังตามบัญชีเครือญาติซึ่งเสนอมาพร้อมกับฟ้อง โจทก์เป็นผู้รับมรดกของนางสาวพัง แต่จำเลยยึดเก็บเอาทรัพย์มรดกไว้ทั้งหมด ขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยส่งมอบทรัพย์มรดก ฯลฯ
จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นบุตรบุญธรรมของนางสาวพัง บัญชีเครือญาติไม่ถูกต้อง โจทก์ถูกตัดมรดกโดยพินัยกรรม ฯลฯ
ในวันศาลทำการชี้สองสถาน ทนายโจทก์แถลงว่า เมื่อใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ แล้ว นางสาวพังไม่ได้จดทะเบียนโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนางสาวพัง
ศาลชั้นต้นให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิรับมรดก พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้องพอเข้าใจว่านางสาวพังเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายวิศิษบิดาโจทก์ นายวิศิษตาย โจทก์จึงเป็นทายาทรับมรดกแทนที่นายวิศิษ จำเลยให้การต่อสู้ว่าบัญชีเครือญาติไม่ถูกต้อง นางสาวพังทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้จำเลย โจทก์ถูกตัดมรดกโดยพินัยกรรม คดีมีประเด็นจะต้องชี้ขาดต่อไปว่า โจทก์เป็นทายาทรับมรดกแทนที่นายวิศิษตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้องจริงหรือไม่ และโจทก์ถูกตัดโดยพินัยกรรมจริงหรือไม่ พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาสืบพยานในประเด็นดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำฟ้องเห็นได้ชัดว่า โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของนางสาวพังโดยอ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมของนางสาวพังประการหนึ่งกับอ้างว่าเป็นยาทของนางสาวพัง ตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้องอีกประการหนึ่งตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้องโจทก์แสดงว่านางสาวพังมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันหลายคนร่วมทั้งนายวิศิษบิดาโจทก์ นายวิศิษตายไปแล้ว ซึ่งพอเป็นที่เข้าใจถึงการเป็นทายาทของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายวิศิษบิดา ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายถึงสภาพการเป็นทายาทของโจทก์ว่าเป็นมาโดยลำดับอย่างไรไว้ในคำฟ้องแล้ว เพราะบัญชีเครือญาติท้ายฟ้องก็เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง
คดีนี้ แม้โจทก์จะไม่มีสิทธิได้รับมรดกนางสาวพังในฐานะเป็นบุตรบุญธรรม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้องมาด้วย คดีจึงมีประเด็นจะต้องพิจารณาว่าโจทก์เป็นทายาทรับมรดกแทนที่นายวิศิษตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้องจริงหรือไม่ โจทก์ถูกตัดมรดกโดยพินัยกรรมจริงหรือไม่
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 207/2510
นางมณี เสมวิมล โจทก์
นางบุญชิน ชีระพันธุ์ ที่ 1 นางสาวมุกดา ชีระพันธุ์ ที่ 2 ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางมณี เสมวิมล · ล. - นางบุญชิน ชีระพันธุ์ ที่ 1 นางสาวมุกดา ชีระพันธุ์ ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จินตา บุณยอาคม · สวิง ลัดพลี · ศริ มลิลา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครปฐม - นายไพบูลย์ เพียรรู้จบ · ศาลอุทธรณ์ - นายอรุณ ตินทุกะสิริ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา