คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 955/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่หุ้นส่วนผู้จัดการลงชื่อในสัญญาโดยไม่ได้ประทับตราของห้างหุ้นส่วนจำกัด แต่ได้ความว่าในการทำสัญญาอื่น ๆ หุ้นส่วนผู้จัดการได้ลงชื่อในสัญญาเหล่านั้นในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยไม่ได้ประทับตราของห้างหุ้นส่วนจำกัด และสัญญาเช่ารายพิพาทหุ้นส่วนผู้จัดการก็ทำในฐานะผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้องถือว่าหุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญาเช่ารายพิพาทในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องรับผิดตามสัญญา
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดและหุ้นส่วนผู้จัดการในฐานะส่วนตัวเป็นจำเลยร่วมกันเรื่องผิดสัญญาเช่า จำเลยให้การว่าหุ้นส่วนผู้จัดการในฐานะส่วนตัวเป็นคู่สัญญากับโจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ต้องรับผิดเพราะหุ้นส่วนผู้จัดการลงชื่อในสัญญาโดยไม่ได้ประทับตราของห้างหุ้นส่วนจำกัด แต่ทางพิจารณาได้ความว่าในการทำสัญญาอื่น ๆ หุ้นส่วนผู้จัดการได้ลงชื่อในสัญญาเหล่านั้นในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยไม่ได้ประทับตราของห้างหุ้นส่วนจำกัดและสัญญาเช่ารายพิพาทหุ้นส่วนผู้จัดการก็ทำในฐานะผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ดังนี้ต้องถือว่าห้างหุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญาเช่ารายพิพาทในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องรับผิดตามสัญญา หุ้นส่วนผู้จัดการไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาเช่าโรงภาพยนต์ ขอเรียกว่าเสียหาย
จำเลยให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นคู่สัญญากับโจทก์ จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นคู่สัญญา เพราะจำเลยที่ ๑ ลงชื่อต้องมีดวงตราประทับ ฟ้องจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ จำเลยไม่ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและไม่ได้เสียหาย ค่าเสียหายที่เรียกมาไม่จำเป็น
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา พิพากษาให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๔๙,๖๗๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้คืนทรัพย์สินของโจทก์ด้วย
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ผูกพันตามสัญญากับโจทก์ ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๗,๖๗๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
โจทก์ฎีกาให้จำเลยที่ ๒ รับผิดด้วยและโต้แย้งค่าเสียหายบางรายการ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทย์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญากับโจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ทำสัญญากัน จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นคู่สัญญา แต่ข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ สัญญาอื่น ๆ ที่ทำในนามของจำเลยที่ ๑ ก็เซ็นชื่อจำเลยที่ ๒ โดยไม่ได้ประทับตราของจำเลยที่ ๑ สัญญาเหล่านี้จำเลยที่ ๒ ถือว่าทำในนามของจำเลยที่ ๑ เมื่อสัญญารายพิพาทมีความว่าจำเลยที่ ๒ ทำในฐานะเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ สัญญารายพิพาทจึงได้ทำกับจำเลยที่ ๒ ในนามของจำเลยที่ ๑ ฉะนั้น จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ ไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว ส่วนค่าเสียหายเห็นสมควรกำหนดเพิ่มให้
พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๓๑,๖๗๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ตครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 955/2510
บริษัทสหเวชภัณฑ์กรุงเทพฯ จำกัด โดยนายสัญญา สหเวชภัณฑ์ กรรมการ
ห้างหุ้นส่วนจำกัดมูนไลท์ โดยนางแน่งน้อย จรัสวัฒน์ หุ้นส่วนผู้จัดการที่ 1 กับ
พวก รวม 2 คน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | กรรมการ - บริษัทสหเวชภัณฑ์กรุงเทพฯ จำกัด โดยนายสัญญา สหเวชภัณฑ์ · กับ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดมูนไลท์ โดยนางแน่งน้อย จรัสวัฒน์ หุ้นส่วนผู้จัดการที่ 1 · จำเลย - พวก รวม 2 คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไฉน บุญยก · มณี ชุติวงศ์ · ประสม เภกะสุต |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายวิกรม เมาลานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายทำนอง ดิศวนนท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา