⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 710/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 710/2542

ป.พ.พ. ม.616, 806, 820 · ป.วิ.แพ่ง ม.55, 249

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การมอบอำนาจให้ดำเนินคดีความโดยทั่วไปย่อมครอบคลุมถึงการฟ้องคดีที่เกิดขึ้นภายหลัง แม้จะไม่ได้ระบุเจาะจงถึงคดีนั้นก็ตาม 2. ผู้ขนส่งต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง 3. ตัวการที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อจะอ้างสิทธิเหนือบุคคลภายนอกที่ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ตามหนังสือมอบอำนาจของบริษัทโจทก์ที่สำนักงานใหญ่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์มอบให้นาย จ. มีอำนาจเกี่ยวกับการฟ้องหรือต่อสู้คดี และให้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนสับเปลี่ยนผู้รับมอบอำนาจช่วง นาย จ. มอบอำนาจช่วงให้นาย พ. ฟ้องคดีความทั้งปวงแทนโจทก์ ดังนี้ การมอบอำนาจในลักษณะดังกล่าวแม้มิได้เป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีใดโดยเฉพาะเจาะจง แต่ก็ครอบคลุมถึงการฟ้องคดีนี้ด้วย แม้โจทก์จะได้ใช้หนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวฟ้องคดีอื่นก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้นำมาฟ้องในคดีนี้อีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการขนส่งสินค้า ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท และสินค้าพิพาทเสียหายไปในระหว่างการขนส่ง ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดในค่าเสียหายต่อสินค้าดังกล่าว ทั้งนี้ตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 616 เมื่อบริษัท ป. ทำสัญญาประกันวินาศภัยกับโจทก์ในนามตนเอง แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อเข้ามาแสดงตนและเข้ารับเอาสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัท ป. ก็ตาม แต่ก็เป็นการแสดงตนหลังจากโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท ป. ไปแล้ว ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการมิได้เปิดเผยชื่อจะทำให้เป็นที่เสื่อมสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.616 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.806 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.820

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.616 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.806 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 258,423.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 245,460.89 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 245,460.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ตามหนังสือมอบอำนาจของบริษัทโจทก์ที่สำนักงานใหญ่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์มอบให้นายจิม ดิงโก มิวซีน มีอำนาจเกี่ยวกับการฟ้องหรือต่อสู้คดี และตามข้อ 5 ให้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนสับเปลี่ยนผู้รับมอบอำนาจช่วง นายจิม ดิงโก มิวซีน มอบอำนาจช่วงให้นายไพบูลย์ จิรายุวัฒน์ ฟ้องคดีความทั้งปวงแทนโจทก์ ดังนี้การมอบอำนาจในลักษณะดังกล่าวแม้มิได้เป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีใดโดยเฉพาะเจาะจง แต่ก็ครอบคลุมถึงการฟ้องคดีนี้ด้วย แม้โจทก์จะได้ใช้หนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวฟ้องคดีอื่นก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้นำมาฟ้องในคดีนี้อีก หาใช่ยังไม่มีการมอบอำนาจที่แท้จริงดังที่ฎีกา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น คดีนี้เฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องฟ้องเคลือบคลุมไว้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีสิทธิฎีกาเพราะเป็นข้อฎีกาที่นอกเหนือคำให้การของตน เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่สามมีว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการขนส่งสินค้า แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท และสินค้าพิพาทเสียหายไปในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ขนส่ง จึงหาได้หลุดพ้นความรับผิดในค่าเสียหายต่อสินค้าดังกล่าวไม่ ทั้งนี้ตามนัยมาตรา 616 ของ ป.พ.พ. ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ส่วนประเด็นที่ว่า สินค้าของบริษัทปัตตานีผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เสียหายครั้งนี้เกิดจากการที่รถบรรทุกสินค้าที่จำเลยที่ 1 ยางระเบิดอันเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ยกเรื่องสินค้าเสียหายเพราะเหตุสุดวิสัยเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ฎีกาข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่สี่ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีว่า โจทก์มีสิทธิรับช่วงสิทธิจากบริษัทปัตตานีผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด มาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อบริษัทปัตตานีผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ทำสัญญาประกันวินาศภัยกับโจทก์ในนามตนเอง ถึงแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อเข้ามาแสดงตนและเข้ารับเอาสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทปัตตานีผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ก็ตาม แต่ก็เป็นการแสดงตนหลังจากโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทปัตตานีผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ไปแล้ว ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการมิได้เปิดเผยชื่อ จะทำให้เป็นที่เสื่อมสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหาได้ไม่? พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 710/2542 บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด โจทก์ นายอดุลย์ แวนิ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด · จำเลย - นายอดุลย์ แวนิ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมลักษณ์ จัดกระบวนพล · สถิตย์ ไพเราะ · สถิตย์ ไพเราะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายประมวล สุขสมพร · ศาลอุทธรณ์ - นายพิชัย คุ้มพงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3231/2557ฎีกา 1889/2511ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 605/2511ฎีกา 14887/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา