⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3616/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ตัวแทนทำการนอกเหนือขอบอำนาจที่ตัวการมอบให้ แม้ตัวการจะให้สัตยาบันภายหลัง นิติกรรมนั้นย่อมผูกพันตัวการโดยตรง แต่ตัวแทนยังคงต้องรับผิดต่อตัวการในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำนอกขอบอำนาจนั้น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเป็นตัวแทนขายกรมธรรม์ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) กับโจทก์ต้องทำการด้วยตัวเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 808 ประกอบกับข้อสัญญาข้อ 8 กำหนดว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจตั้งตัวแทนช่วง ดังนั้นการตั้งตัวแทนช่วงให้ขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของตัวแทน แม้โจทก์ทราบเรื่องแล้วไม่ทักท้วง ก็เป็นเพียงการให้สัตยาบันต่อการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของตัวแทนอันมีผลทำให้นิติกรรมการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ของตัวแทนช่วงซึ่งไม่ผูกพันโจทก์กลับเป็นผูกพันโจทก์โดยตรง และทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดที่มีต่อบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 แต่ในระหว่างตัวการตัวแทนด้วยกัน จำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกิจการที่ตนได้กระทำนอกเหนือขอบอำนาจนั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 812 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จะอ้างเหตุตัวแทนช่วงเป็นผู้ขายกรมธรรม์ พ.ร.บ.มาปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติมจะทำให้โจทก์ได้รับเงินค่าประกันภัยจากการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ.ฉบับเดียวกันถึง 2 ครั้ง เพราะโจทก์มีหนังสือแจ้งตัวแทนช่วงของจำเลยที่ 1 ให้ส่งค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายให้แก่โจทก์โดยตรง เป็นทำนองตัวแทนช่วงของจำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยส่วนนี้แล้วนั้น จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้จึงเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์จัดส่งหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่ทำเรื่องขอเบิกจ่าย และยังมีตารางกรมธรรม์ประกันภัยค้างอยู่กับฝ่ายจำเลย 147,157 ชุด จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่า ตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่เบิกมาอยู่ที่ตัวแทนช่วงทั้งหมด มิได้อยู่ที่จำเลยที่ 1 แม้แต่ฉบับเดียว ตามคำเบิกความของ น. พยานโจทก์ การเบิกตารางกรมธรรม์ประกันภัยจะต้องตรวจสอบว่าไม่มีหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยค้างชำระ แต่ในรอบขายเดือน ก.ค. และเดือน ส.ค. 2551 จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเบี้ยประกันภัยตามเช็คธนาคารพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2,155,704.18 บาท โจทก์คงไม่จัดส่งกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่จำเลยที่ 1 อย่างแน่นอน โดยฎีกาของจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำส่งคืนหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์ รวม 147,157 ชุด ส่วนจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในค่าเสียหายเพียงใดนั้น เห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญา ข้อ 6.2 ที่ให้ตัวแทนต้องชำระค่าเสียหายกรณีหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยสูญหาย เสียหาย ชำรุดใช้การไม่ได้ หรือไม่สามารถส่งคือให้แก่โจทก์ได้เป็นเงินชุดละ 300 บาท เป็นค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาใช่ต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาดเมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่ทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 หรือตัวแทนช่วงหรือทีมขายของจำเลยที่ 1 ได้นำตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ไม่ส่งคืนไปขาย หรือมีลูกค้ารายใดเรียกร้องให้โจทก์รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ พ.ร.บ. ดังกล่าว และโจทก์ไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากยังไม่มีการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายตามศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงินชุดละ 50 บาท นั้น สูงเกินไป เห็นสมควรลดลงเป็นจำนวนพอสมควรกับแนวทางปฏิบัติของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่คิดค่ายกเลิกตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. และค่าปรับตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ชำรุด ชุดละ 20 บาท จำนวน 147,157 ชุด เป็นเงิน 2,943,140 บาท สัญญาที่โจทก์ตกลงแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ระบุจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ติดต่อเบิกหน้ากรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไปขาย และนำส่งค่าเบี้ยประกันภัยพร้อมสำเนาหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่ขายได้หรือส่งคืนหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่ยังขาดไม่ได้ให้แก่โจทก์ หากผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองยินยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดแก่โจทก์ มีลักษณะเป็นสัญญาอันเดียว ตัวการคนเดียวตั้งตัวแทนหลายคนเพื่อแก่การอันเดียว ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 804 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ตัวแทนจะต่างคนต่างทำการนั้น ๆ แยกกันไม่ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายประกันภัยรถให้โจทก์แยกต่างหากจากกัน ทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า ในการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. จำเลยที่ 2 มีตัวแทนช่วงหรือทีมงานรับกรมธรรม์ พ.ร.บ. ไปขายให้แก่ลูกค้า โดยจำเลยที่ 1 มิได้ขายเอง แต่เมื่อตัวแทนหรือทีมงานขายได้จะส่งสำเนากรมธรรม์และค่าเบี้ยประกันภัยให้จำเลยที่ 2 รวบรวมส่งต่อให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ตามลำดับโดยจำเลยที่ 2 ได้รับค่าใช้จ่ายด้วย ตามพฤติการณ์ถือว่า จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนร่วมกันผูกพันตนในอันที่จะขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ให้แก่โจทก์ เมื่อเกิดความเสียหายจากการทำหน้าที่ตัวแทน จำเลยทั้งสองก็ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 297

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.297 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.804 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.808 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.812 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.823

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 46,703,284.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ.พร้อมเอกสารประกอบกรมธรรม์ 147,157 ชุด หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาชุดละ 300 บาท จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,758,330.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการขยายงานภาคใต้ของโจทก์ ตามคำสั่ง ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2548 โจทก์ทำสัญญาแต่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายประกันภัยรถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ. โดยตกลงให้จำเลยทั้งสองติดต่อเบิกหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ไปขาย และรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยนำส่งให้โจทก์พร้อมสำเนาตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ขายได้ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ขาย หรือภายใน 60 วัน นับจากวันที่ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยไปจากโจทก์ ถ้าขายไม่ได้ให้ส่งหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. คืนโจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เบิกเอกสาร หากไม่สามารถส่งคืนแก่โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยกรณีใดจำเลยทั้งสองจะต้องชำระค่าเสียหายเป็นเงินชุดละ 300 บาท ตามสัญญาข้อตกลงเป็นตัวแทนขายประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 เบิกหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. พร้อมเอกสารประกอบกรมธรรม์ไปขายและนำส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์หมุนเวียนกันหลายครั้ง ในรอบบัญชีเดือนกันยายน 2551จำเลยที่ 1 ออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนราษฎร์ยินดี (หาดใหญ่) จำนวน 25 ฉบับ รวมเป็นเงิน 2,155,704.18 บาท ให้โจทก์เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายได้ของเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม 2551 เมื่อถึงกำหนดธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย โจทก์มีคำสั่งลงวันที่ 9 กันยายน 2551 ให้ระงับการเบิกจ่ายหน้ากรมธรรม์ พ.ร.บ. แก่จำเลยที่ 1และให้จำเลยที่ 1 หยุดรับประกันภัยโดยสิ้นเชิง กับยกเลิกตำแหน่งผู้อำนวยการขยายงานภาคใต้ของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป ตามคำสั่ง ต่อมาโจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลายื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลแขวงสงขลาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 เดือน รวม 25 กระทง จำคุก 25 เดือนแต่จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเบี้ยประกันภัยตามเช็คดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยมาชำระครบถ้วนโจทก์จึงถอนคำร้องทุกข์ หนี้ที่โจทก์ฟ้องในส่วนของค่าเบี้ยประกันภัยตามเช็ค 2,155,704.18 บาท จึงระงับสิ้นไป มีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติม 400,480.13 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเป็นตัวแทนขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. กับโจทก์ ย่อมต้องทำการด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 808 ประกอบกับสัญญา กำหนดว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจตั้งตัวแทนช่วงได้ ดังนี้ การตั้งตัวแทนช่วงให้ขายกรมธรรม์ พ.ร.บ ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจของตัวแทน แม้โจทก์ทราบเรื่องแล้วไม่ทักท้วง ทั้งยังรับเอาการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ของตัวแทนช่วงดังกล่าวไว้ในกิจการของโจทก์ ก็เป็นเพียงการให้สัตยาบันต่อการกระทำนอกเหนืออำนาจของตัวแทนอันมีผลทำให้นิติกรรมการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ของตัวแทนช่วงซึ่งไม่ผูกพันโจทก์กลับเป็นผูกพันโจทก์โดยตรง และทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดที่มีต่อบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 แต่ในระหว่างตัวการตัวแทนด้วยกันจำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกิจการที่ตนได้กระทำนอกเหนือขอบอำนาจนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 812 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จะอ้างเหตุตัวแทนช่วงเป็นผู้ขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. มาปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า หากจำเลยที่ 1ต้องรับผิดเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติมจะทำให้โจทก์ได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ฉบับเดียวกันถึง 2 ครั้ง เพราะโจทก์มีหนังสือแจ้งตัวแทนช่วงของจำเลยที่ 1 ให้ส่งค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายได้แก่โจทก์โดยตรง เป็นทำนองตัวแทนช่วงของจำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยส่วนนี้แล้วนั้น จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติม 400,480.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายที่ไม่สามารถส่งมอบคืนหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยเพียงใดในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จัดส่งหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยให้จำเลยที่ 1 ตามที่ทำเรื่องขอเบิกจ่าย และยังมีตารางกรมธรรม์ประกันภัยค้างอยู่กับฝ่ายจำเลย 147,157 ชุด จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกากว่า ตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่เบิกมาอยู่ที่ตัวแทนช่วงทั้งหมด มิได้อยู่ที่จำเลยที่ 1 แม้แต่ฉบับเดียว และตามคำเบิกความของนางสาวนันทิยา พยานโจทก์ การเบิกหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยจะต้องตรวจสอบว่าไม่มีหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยค้างชำระ แต่ในรอบขายเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม 2551 จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเบี้ยประกันภัยตามเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2,155,704.18 บาท โจทก์คงไม่จัดส่งกรมธรรม์ประกันภัยให้จำเลยที่ 1 อย่างแน่นอนโดยฎีกาของจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำส่งคืนหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์รวม 147,157 ชุดส่วนจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในค่าเสียหายเพียงใด โจทก์ฎีกาว่า ตามตัวอย่างกรมธรรม์ หน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ทุกฉบับมีการลงลายมือชื่อของกรรมการและผู้รับมอบอำนาจของบริษัทโจทก์ไว้ครบถ้วน เมื่อจำเลยทั้งสองหรือตัวแทนช่วงหรือทีมขายของจำเลยทั้งสองนำไปกรอกข้อมูลลงในช่องว่างหน้าตารางกรมธรรม์จะมีผลคุ้มครองทันที เพื่อป้องกันความเสียหาย โจทก์จึงกำหนดเงื่อนไขความรับผิดในกรณีไม่สามารถส่งคืนหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ตามสัญญา เป็นเงินชุดละ 300 บาท โดยรวมค่าอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้นทุนการพิมพ์ และการเสี่ยงภัยหากตัวแทนนำกรมธรรม์ พ.ร.บ. ไปขายแก่ลูกค้าแล้วไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่ไม่สูงเกินความเป็นจริง ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ค่าพิมพ์ตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ของโจทก์มีต้นทุนอย่างสูงไม่เกินชุดละ 3.50 บาท ทั้งไม่ได้มีการขายตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ค้างส่งคืน 147,157 ชุด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ชุดละ 50 บาท จึงสูงเกินสมควร เห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญา ที่ให้ตัวแทนต้องชำระค่าเสียหายกรณีหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยสูญหายเสียหาย ชำรุดใช้การไม่ได้ หรือไม่สามารถส่งคืนให้แก่โจทก์ได้เป็นเงินชุดละ 300 บาท เป็นการตกลงค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาใช่ต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาด เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 หรือตัวแทนช่วงหรือทีมขายของจำเลยที่ 1 ได้นำตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ไม่ส่งคืนไปขาย หรือมีลูกค้ารายใดเรียกร้องให้โจทก์รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ พ.ร.บ. ดังกล่าว และโจทก์ไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากยังไม่มีการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายตามศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงินชุดละ 50 บาท นั้น สูงเกินไปเห็นสมควรลดลงเป็นจำนวนพอสมควรเท่ากับแนวทางปฏิบัติของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่คิดค่ายกเลิกตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. และค่าปรับตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ชำรุด ชุดละ 20 บาท รวม 147,157 ชุด เป็นเงิน 2,943,140 บาท ฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาข้อสุดท้ายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ตกลงแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายประกันภัยรถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 โดยจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ติดต่อเบิกหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไปขาย และนำส่งค่าเบี้ยประกันภัยพร้อมสำเนาหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่ขายได้ หรือส่งคืนหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่ยังขายไม่ได้ให้แก่โจทก์หากผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองยินยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดแก่โจทก์ มีลักษณะเป็นสัญญาอันเดียวตัวการคนเดียวตั้งตัวแทนหลายคนเพื่อแก่การอันเดียวกัน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 804 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าตัวแทนจะต่างคนต่างทำการนั้น ๆ แยกกันไม่ได้ จำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายประกันภัยรถให้โจทก์แยกต่างหากจากกัน ทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า ในการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. จำเลยที่ 2 มีตัวแทนช่วงหรือทีมงานรับกรมธรรม์ พ.ร.บ. ไปขายให้แก่ลูกค้าโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขายเอง แต่เมื่อตัวแทนหรือทีมงานขายได้จะส่งสำเนากรมธรรม์และค่าเบี้ยประกันภัยให้จำเลยที่ 2 รวบรวมส่งต่อให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 2 ได้รับค่าใช้จ่ายด้วย ตามพฤติการณ์ถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนร่วมกันผูกพันตนในอันที่จะขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ให้แก่โจทก์ เมื่อเกิดความเสียหายจากการทำหน้าที่ตัวแทน จำเลยทั้งสองก็ต้องรับผิดเช่นอย่างเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 297 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าสัญญามิได้กำหนดให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดร่วมกันหรือแทนกัน และจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเบิกหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. จากโจทก์ไปขายโดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมดำเนินการด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,343,620.13 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มิถุนายน 2552)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2558 บริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด โจทก์ นางสาวพัชนีย์ น้ำรอบ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด · จำเลย - นางสาวพัชนีย์ น้ำรอบ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพจน์ กิตติรักษนนท์ · เมทินี ชโลธร · ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายไพโรจน์ ไพมณี · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางพนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2723/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 2026/2494ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6911/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 218/2481ฎีกา 8444/2538ฎีกา 1130/2544ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา