⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1097/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินในคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยนั้นย่อมผูกพันคู่ความและบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีต่อมาซึ่งมีสิทธิอ้างอิงข้อวินิจฉัยนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินตามสัญญาซื้อขายเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินซึ่งโจทก์แพ้คดีจำเลยร่วมมาแล้ว แม้จำเลยในคดีนี้จะเป็นบุคคลนอกสัญญาซื้อขาย แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยเป็นสามีผู้ซื้อ ผลของการที่ผู้ซื้อได้สิทธิในที่ดินแปลงนี้ย่อมทำให้จำเลยได้รับในฐานะสามีผู้ซื้อเป็นเจ้าของร่วมด้วย เมื่อจำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกี่ยวกับที่ดินแปลงเดียวกัน เท่ากับเป็นการรบกวนสิทธิอย่างหนึ่ง จำเลยจึงขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ซึ่งโจทก์มิได้คัดค้านประการใด กรณีทำให้มีผลเกิดขึ้นว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชอบผูกพันในผลแห่งคดีนี้ด้วยผู้หนึ่ง ดังนั้นจำเลยร่วมจึงชอบที่จะอ้างสิทธิต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ เป็นข้อต่อสู้โจทก์คดีนี้ได้ ไม่เป็นขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 477 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงบางข้อแล้วต่างไม่ขอสืบพยาน โดยจำเลยอ้างสำนวนคดีแพ่งคดีก่อนประกอบ ดังนั้น การฟังข้อเท็จจริงในเรื่องสิทธิในที่พิพาทก็ต้องฟังตามข้อวินิจฉัยในำสำนวนคดีก่อนเป็นหลักการพิจารณาคดี เมื่อคดีก่อนศาลชี้ขาดว่าที่พิพาทไม่ใช่ทีที่ ค. ครอบครองทำประโยชน์แล้วจำเลยร่วม (ซึ่งต่อมาขายที่พิพาทให้ภริยาจำเลย) เข้าขับจองทับเอา คดีถึงที่สุดแล้ว เช่นนี้ ในการวินิจฉัยคดีนี้ก็ต้องยึดถือข้อเท็จจริงที่ศาลชี้ขาดมาแล้ว โจทก์จึงต้องแพ้คดีจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.58 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.477 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1356 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1466

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองสวนยางพารา จำเลยใช้ให้ลูกจ้างจำเลยบุกรุกเข้ากรีดยาง ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารและใช้ค่าเสียหาย ๒,๓๘๕ บาท ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายทองเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลจึงหมายเรียกนายทองเข้ามา จำเลยให้การปฏิเสธ และว่าที่ดินเป็นของจำเลย โดยภริยาจำเลยซื้อจากนายทองโดยสุจริต โจทก์กับพวกเคยพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้กับนายทองจำเลยร่วม และคดีถึงที่สุด ๓ ครั้ง มีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของจำเลยร่วมตามสำนวนคดีแดงที่ ๓๒/๒๔๙๗, ๑๓/๒๔๙๘, ๒๐๖/๒๕๐๓ จำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกัน โจทก์จำเลยแถลงไม่สืบพยาน ให้ศาลวินิจฉัยคดีไปตามรูปคดีและพยานเอกสารหลักฐานที่มีอยู่แล้วในสำนวนและสำนวนเกี่ยวข้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ดูจากสำนวนทั้งสามดังกล่าว เห็นได้ว่าที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์จำเลยโต้เถียงแย่งสิทธิกันในคดีนี้ คือ ที่ดินซึ่งจำเลยร่วมได้จับจองครอบครองเป็นแปลงเดียวกันกับที่ของจำเลยร่วม (คดีนี้) ในคดีแพ่งที่ ๑๓/๒๔๙๘ และ ๒๐๖/๒๕๐๓ และฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่พิพาท ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารสัญญาซื้อขายนั้น นางเฟื้อ พ่วงแสง เป็นผู้ซื้อ นายทอง พัฒน์ช่วย เป็นผู้ขาย สิบตำรวจเอกสุทัศน์จำเลยหาใช่ผู้ซื้อไม่ จึงไม่มีสิทธิจะกล่าวอ้างอาศัยสิทธินายทอง พัฒน์ช่วย ขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ได้นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์เห็นว่า ที่ดินตามสัญญาซื้อขายนี้ เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินซึ่งนายย่องโจทก์ในคดีนี้แพ้ความนายทอง พัฒน์ช่วย มาแล้วตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓/๒๔๙๘ และ ๒๐๖/๒๕๐๓ แม้ว่าสิบตำรวจเอกสุทัศน์จำเลยในคดีนี้จะเป็นบุคคลภายนอกสัญญาซื้อขายนั้นก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าสิบตำรวจเอกสุทัศน์จำเลยเป็นสามีนางเฟื้อ พ่วงแสง ที่แปลงนี้ก็ได้ทำสัญญาซื้อขายจดทะเบียนกันถูกต้องตามกฎหมาย ผลของการที่นางเฟื้อได้สิทธิในแปลงนี้ย่อมทำให้สิบตำรวจเอกสุทัศน์ได้รับในฐานะสามีนางเฟื้อเป็นเจ้าของร่วมด้วย ฉะนั้น เมือสิบตำรวจเอกสุทัศน์จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกี่ยวกับที่ดินแปลงเดียวกัน เท่ากับเป็นการรบกวนสิทธิอย่างหนึ่งสิบตำรวจเอกสุทัศน์จึงร้องขอให้ศาลเรียกนายทอง พัฒน์ช่วย เข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ตามมาตรา ๕๗ (๓) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลได้เรียกนายทอง พัฒน์ช่วย เข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้ว โจทก์มิได้คัดค้านประการใด กรณีเป็นเรื่องทำให้มีผลเกิดขึ้นว่า นายทองจำเลยร่วม ต้องรับผิดขอบผูกพันในผลแห่งคดีนี้ด้วยผู้หนึ่ง ดังนั้น นายทอง พัฒน์ช่วย จึงมีสิทธิจะอ้างสิทธิต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้มาเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ในคดีนี้ได้ กรณีเช่นนี้จึงไม่เป็นการขัดกับบทบัญญัติมาตรา ๔๗๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประเด็นแห่งคดีนี้มีว่าที่พิพาทเป็นของใคร คดีนี้ เมื่อโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงบางข้อแล้ว ต่างไม่ขอสืบพยาน โดยจำเลยอ้างสำนวนคดีแพ่งดังกล่าวแล้วข้างต้นประกอบ ดังนั้น การฟังข้อเท็จจริงในเรื่องสิทธิในที่พิพาทก็ต้องฟังตามข้อวินิจฉัยในสำนวนทั้งสามนั้นมาเป็นหลักการพิจารณาคดีนี้อีก คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓/๒๔๙๘ ศาลชี้ขาดว่า ที่พิพาทหาใช่เป็นที่นายครกครอบครองทำประโยชน์อยู่แล้ว นายทองเข้าจับจองทับเอาไม่คดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ ในการวินิจฉัยคดีนี้ต้องยึดถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชี้ขาดมาแล้ว โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีจำเลย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097/2511 นายย่อง สงแทน โจทก์ สิบตำรวจเอกสุทัศน์ พ่วงแสง ล. นายทอง พัฒน์ช่วย จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายย่อง สงแทน · ล. - สิบตำรวจเอกสุทัศน์ พ่วงแสง · จำเลยร่วม - นายทอง พัฒน์ช่วย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ใหญ่ ศาลยาชีวิน · จิตติ ติงศภัทิย์ · ถาวร หุตะโกวิท
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพัทลุง - นายเอก ณ นคร · ศาลอุทธรณ์ - นายสุธรรม วรรณแสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3405/2537ฎีกา 1061/2491ฎีกา 2274/2537ฎีกา 4884/2543ฎีกา 13107/2556ฎีกา 988/2485ฎีกา 609/2526ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 3007/2525ฎีกา 685/2550ฎีกา 9577/2552ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4549/2540ฎีกา 602/2488ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 643/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา