⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1097/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097/2511

ป.พ.พ. ม.477, 1356, 1466 · ป.วิ.แพ่ง ม.57, 58, 84 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินในคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยนั้นย่อมผูกพันคู่ความและบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีต่อมาซึ่งมีสิทธิอ้างอิงข้อวินิจฉัยนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินตามสัญญาซื้อขายเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินซึ่งโจทก์แพ้คดีจำเลยร่วมมาแล้ว แม้จำเลยในคดีนี้จะเป็นบุคคลนอกสัญญาซื้อขาย แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยเป็นสามีผู้ซื้อ ผลของการที่ผู้ซื้อได้สิทธิในที่ดินแปลงนี้ย่อมทำให้จำเลยได้รับในฐานะสามีผู้ซื้อเป็นเจ้าของร่วมด้วย เมื่อจำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกี่ยวกับที่ดินแปลงเดียวกัน เท่ากับเป็นการรบกวนสิทธิอย่างหนึ่ง จำเลยจึงขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ซึ่งโจทก์มิได้คัดค้านประการใด กรณีทำให้มีผลเกิดขึ้นว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชอบผูกพันในผลแห่งคดีนี้ด้วยผู้หนึ่ง ดังนั้นจำเลยร่วมจึงชอบที่จะอ้างสิทธิต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ เป็นข้อต่อสู้โจทก์คดีนี้ได้ ไม่เป็นขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 477 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงบางข้อแล้วต่างไม่ขอสืบพยาน โดยจำเลยอ้างสำนวนคดีแพ่งคดีก่อนประกอบ ดังนั้น การฟังข้อเท็จจริงในเรื่องสิทธิในที่พิพาทก็ต้องฟังตามข้อวินิจฉัยในำสำนวนคดีก่อนเป็นหลักการพิจารณาคดี เมื่อคดีก่อนศาลชี้ขาดว่าที่พิพาทไม่ใช่ทีที่ ค. ครอบครองทำประโยชน์แล้วจำเลยร่วม (ซึ่งต่อมาขายที่พิพาทให้ภริยาจำเลย) เข้าขับจองทับเอา คดีถึงที่สุดแล้ว เช่นนี้ ในการวินิจฉัยคดีนี้ก็ต้องยึดถือข้อเท็จจริงที่ศาลชี้ขาดมาแล้ว โจทก์จึงต้องแพ้คดีจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.58 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.477 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1356 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1466

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.58 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองสวนยางพารา จำเลยใช้ให้ลูกจ้างจำเลยบุกรุกเข้ากรีดยาง ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารและใช้ค่าเสียหาย ๒,๓๘๕ บาท ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายทองเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลจึงหมายเรียกนายทองเข้ามา จำเลยให้การปฏิเสธ และว่าที่ดินเป็นของจำเลย โดยภริยาจำเลยซื้อจากนายทองโดยสุจริต โจทก์กับพวกเคยพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้กับนายทองจำเลยร่วม และคดีถึงที่สุด ๓ ครั้ง มีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของจำเลยร่วมตามสำนวนคดีแดงที่ ๓๒/๒๔๙๗, ๑๓/๒๔๙๘, ๒๐๖/๒๕๐๓ จำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกัน โจทก์จำเลยแถลงไม่สืบพยาน ให้ศาลวินิจฉัยคดีไปตามรูปคดีและพยานเอกสารหลักฐานที่มีอยู่แล้วในสำนวนและสำนวนเกี่ยวข้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ดูจากสำนวนทั้งสามดังกล่าว เห็นได้ว่าที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์จำเลยโต้เถียงแย่งสิทธิกันในคดีนี้ คือ ที่ดินซึ่งจำเลยร่วมได้จับจองครอบครองเป็นแปลงเดียวกันกับที่ของจำเลยร่วม (คดีนี้) ในคดีแพ่งที่ ๑๓/๒๔๙๘ และ ๒๐๖/๒๕๐๓ และฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่พิพาท ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารสัญญาซื้อขายนั้น นางเฟื้อ พ่วงแสง เป็นผู้ซื้อ นายทอง พัฒน์ช่วย เป็นผู้ขาย สิบตำรวจเอกสุทัศน์จำเลยหาใช่ผู้ซื้อไม่ จึงไม่มีสิทธิจะกล่าวอ้างอาศัยสิทธินายทอง พัฒน์ช่วย ขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ได้นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์เห็นว่า ที่ดินตามสัญญาซื้อขายนี้ เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินซึ่งนายย่องโจทก์ในคดีนี้แพ้ความนายทอง พัฒน์ช่วย มาแล้วตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓/๒๔๙๘ และ ๒๐๖/๒๕๐๓ แม้ว่าสิบตำรวจเอกสุทัศน์จำเลยในคดีนี้จะเป็นบุคคลภายนอกสัญญาซื้อขายนั้นก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าสิบตำรวจเอกสุทัศน์จำเลยเป็นสามีนางเฟื้อ พ่วงแสง ที่แปลงนี้ก็ได้ทำสัญญาซื้อขายจดทะเบียนกันถูกต้องตามกฎหมาย ผลของการที่นางเฟื้อได้สิทธิในแปลงนี้ย่อมทำให้สิบตำรวจเอกสุทัศน์ได้รับในฐานะสามีนางเฟื้อเป็นเจ้าของร่วมด้วย ฉะนั้น เมือสิบตำรวจเอกสุทัศน์จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกี่ยวกับที่ดินแปลงเดียวกัน เท่ากับเป็นการรบกวนสิทธิอย่างหนึ่งสิบตำรวจเอกสุทัศน์จึงร้องขอให้ศาลเรียกนายทอง พัฒน์ช่วย เข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ตามมาตรา ๕๗ (๓) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลได้เรียกนายทอง พัฒน์ช่วย เข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้ว โจทก์มิได้คัดค้านประการใด กรณีเป็นเรื่องทำให้มีผลเกิดขึ้นว่า นายทองจำเลยร่วม ต้องรับผิดขอบผูกพันในผลแห่งคดีนี้ด้วยผู้หนึ่ง ดังนั้น นายทอง พัฒน์ช่วย จึงมีสิทธิจะอ้างสิทธิต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้มาเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ในคดีนี้ได้ กรณีเช่นนี้จึงไม่เป็นการขัดกับบทบัญญัติมาตรา ๔๗๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประเด็นแห่งคดีนี้มีว่าที่พิพาทเป็นของใคร คดีนี้ เมื่อโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงบางข้อแล้ว ต่างไม่ขอสืบพยาน โดยจำเลยอ้างสำนวนคดีแพ่งดังกล่าวแล้วข้างต้นประกอบ ดังนั้น การฟังข้อเท็จจริงในเรื่องสิทธิในที่พิพาทก็ต้องฟังตามข้อวินิจฉัยในสำนวนทั้งสามนั้นมาเป็นหลักการพิจารณาคดีนี้อีก คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓/๒๔๙๘ ศาลชี้ขาดว่า ที่พิพาทหาใช่เป็นที่นายครกครอบครองทำประโยชน์อยู่แล้ว นายทองเข้าจับจองทับเอาไม่คดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ ในการวินิจฉัยคดีนี้ต้องยึดถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชี้ขาดมาแล้ว โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีจำเลย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097/2511 นายย่อง สงแทน โจทก์ สิบตำรวจเอกสุทัศน์ พ่วงแสง ล. นายทอง พัฒน์ช่วย จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายย่อง สงแทน · ล. - สิบตำรวจเอกสุทัศน์ พ่วงแสง · จำเลยร่วม - นายทอง พัฒน์ช่วย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ใหญ่ ศาลยาชีวิน · จิตติ ติงศภัทิย์ · ถาวร หุตะโกวิท
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพัทลุง - นายเอก ณ นคร · ศาลอุทธรณ์ - นายสุธรรม วรรณแสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 9577/2552ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1079/2497ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 643/2497ฎีกา 1765/2492ฎีกา 8119/2540ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1123/2487ฎีกา 72/2505ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6455/2538ฎีกา 2962/2543ฎีกา 848/2534ฎีกา 1166/2491ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4484/2536ฎีกา 4085/2559ฎีกา 836/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา