คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1200/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ โดยอ้างเพียงสัญชาติของผู้โดยสารที่จำเลยนำมากับเครื่องบิน โดยไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงให้เห็นว่าผู้โดยสารนั้นมีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นคนอันธพาลหรือเป็นคนที่น่าจะก่อเหตุร้ายหรืออันตรายต่อความปลอดภัยของประชาชนหรือราชอาณาจักรตามมาตรา 15(7) จึงเป็นการฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
หนังสือขอความร่วมมือของกองตรวจคนเข้าเมืองที่ขอให้มิให้รับบุคคลสัญชาติของประเทศที่ไม่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยหรือคนของประเทศค่ายคอมมิวนิสต์เข้ามาในราชอาณาจักรนั้น เป็นเพียงการขอความร่วมมือ การฝ่าฝืนหนังสือดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2493 มาตรา 15(7) บัญญัติถึงลักษณะคนต่างด้าวที่ต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรว่า 'มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นคนอันธพาลหรือเป็นคนที่น่าจะก่อเหตุร้าย หรืออันตรายต่อความปลอดภัยของประชาชนหรือราชอาณาจักร' แต่โจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงในคำฟ้องให้เห็นว่า ผู้โดยสารที่จำเลยนำมากับเครื่องบินเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะเช่นนั้น โจทก์กล่าวหาในฟ้องแต่ประการเดียวว่า ผู้โดยสารคนนั้นเป็นคนต่างด้าวที่ต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร เพราะมีเชื้อชาติรูเมเนียในเครือของประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่มีสัมพันธ์ไมตรีทางการทูตกับประเทศไทย ข้อกล่าวหาของโจทก์จึงมิได้แสดงว่า ผู้โดยสารคนนั้นเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 15(7)แต่อย่างใด
หนังสือของกองตรวจคนเข้าเมืองถึงบริษัทการบินทุกบริษัทมีความว่า ขอมิให้รับบุคคลสัญชาติของประเทศที่ไม่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยหรือคนของประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ และไม่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยเข้ามาในราชอาณาจักร หรือเดินทางต่อไปประเทศอื่น เป็นเพียงการขอความร่วมมือ ดังนั้น การที่บุคคลดังกล่าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนหนังสือฉบับนี้ หรือการที่จำเลยรับบุคคลดังกล่าวนี้มากับเครื่องบินของจำเลยมาลงที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ เพื่อบินต่อไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยไม่ต้องด้วยหนังสือขอความร่วมมือ จึงหาเป็นความผิดตามกฎหมายอย่างใดไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นกัปตันเครื่องบิน ได้นำเอาบุคคลในเครือของประเทศคอมมิวนิสต์ ไม่มีสัมพันธ์ไมตรีทางการทูตกับประเทศไทย เป็นบุคคลต่างด้าวที่ต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรให้เข้ามาในราชอาณาจักร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๑๕(๗), ๖๒ และพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยไม่ได้ช่วยเหลืออุปการะให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ยกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า การที่นางโรเซ็นสไวด์ เทเลเซีย มาลงที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ และเข้าพักในห้องผ่านของสนามบินเพื่อเดินทางต่อไป ถือได้ว่าเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ข้อตกลงการบินพลเรือนก่อสร้างเขตอิสระ (FREE ZONE) ติดต่อกับท่าอากาศยานอิสระ เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างประเทศที่เป็นภาษีในการจัดสรรระเบียบเพื่อความสะดวกแก่การดำเนินการบินพลเรือนเท่านั้น หาเป็นเหตุถึงกับจะถือว่าเขตอิสระไม่อยู่ในราชอาณาจักรไม่ ปัญหาว่านางโรเซ็นสไวด์ เทเลเซียเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ โจทก์กล่าวหาในฟ้องแต่ประการเดียวว่า นางโรเซ็นสไวด์ เทเลเซีย เป็นคนต่างด้าวที่ต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรเพราะมีเชื้อชาติรูเมเนียในเครือของประเทศคอมมิวนิสต์ซึ่งไม่มีสัมพันธ์ไมตรีทางการทูตกับประเทศไทยข้อกล่าวหาของโจทก์ดังนี้มิได้แสดงว่านางโรเซ็นสไวด์ เทเลเซียเเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๕ อย่างใดเลยมาตรา ๑๕(๗) ที่โจทก์ระบุมาในคำขอท้ายฟ้องซึ่งบัญญัติว่า "มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นคนอันธพาลหรือเป็นคนที่น่าจะก่อเหตุร้ายหรืออันตรายต่อความปลอดภัยของประชาชนหรือราชอาณาจักร"โจทก์ก็เพียงแต่ระบุอ้างมาตราในกฎหมาย มิได้บรรยายข้อเท็จจริงในคำฟ้องให้เห็นว่านางโรเซ็นสะไวด์ เทเลเซีย เป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะเช่นนั้น แม้นางโรเซ็นสไวด์ เทเลเซีย จะเป็นผู้ที่มีลักษณะไม่ต้องด้วยหนังสือของกองตรวจคนเข้าเมือง แต่หนังสือของกองตรวจคนเข้าเมืองถึงบริษัทการบินทุกบริษัทขอมิให้รับบุคคลสัญชาติของประเทศที่ไม่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย หรือคนของประเทศค่ายคอมมิวนิสต์และไม่มีสัมพันธ์ทางการฑูตกับประเทศไทยเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อเดินทางต่อไปประเทศอื่น เป็นแต่เพียงการขอความร่วมมือ ฉะนั้น การที่นางโรเซ็นสไวด์ เทเลเซีย เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนหนังสือฉบับนี้หรือการที่จำเลยรับบุคคลผู้นี้มากับเครื่องบินของจำเลยมาลงที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯเพื่อบินต่อไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยไม่ต้องด้วยหนังสือขอความร่วมมือ จึงหาเป็นความผิดตามกฎหมายอย่างใดไม่
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1200/2511
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายบีซิง กุนเทอร์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายบีซิง กุนเทอร์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | โชค จารุจินดา · วงษ์ วีระพงศ์ · บัญญัติ สุขารมณ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายสมคิด มงคชาติ · ศาลอุทธรณ์ - นายแปลก ศิงฆมานันท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา