⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1546/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อที่ขอให้ใช้ทรัพย์ มิใช่เป็นการแก้ไขมาก จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง. การเรียกหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นโดยมิชอบเพื่อละเว้นการจับกุมผู้เสียหาย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้ให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อที่ขอให้ใช้ทรัพย์มิใช่เป็นการแก้ไขมาก จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ได้เรียกเงินจากผู้ที่จำเลยจับกุมตัวมาแล้วปล่อยผู้ต้องหาไป อันเป็นการเรียกหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อละเว้นไม่จับกุมผู้เสียหาย อันเป็นการมิชอบด้วยหน้าที่ของจำเลย จำเลยจึงมีผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2502 มาตรา 5 หามีความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 อีกบทหนึ่งด้วยไม่ และเมื่อการกระทำของจำเลยมิได้เป็นผิดตามมาตรา 337 แล้ว โจทก์ก็ไม่มีอำนาจขอให้จำเลยใช้ทรัพย์หรือคืนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 43

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายอาญา ม.149 ประมวลกฎหมายอาญา ม.337 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2502 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับราชการเป็นตำรวจ ได้จับกุมตัวผู้เสียหายไปฐานนำเนื้อสุกรข้ามเขต และได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจให้ผู้เสียหายให้เงินแก่จำเลย แล้วจะปล่อยตัวไป ถ้าไม่ยอมให้เงินจะนำตัวส่งไปดำเนินคดี จะต้องถูกฟ้องศาลกักขังและติดตะราง แล้วจะต้องถูกออกจากงานอีก อันเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและชื่อเสียงของผู้เสียหาย ผู้เสียหายกลัวจึงยอมมอบเงินให้จำเลยแล้วจำเลยได้ปล่อยตัวผู้เสียหายไป ไม่นำส่งดำเนินคดีตามหน้าที่ของจำเลย เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗, ๑๔๙, ๑๕๗, ๓๓๗ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔, ๕, ๑๓ และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่โดยชอบ ขู่เข็ญเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายแล้วปล่อยตัว ไม่นำส่งพนักงานสอบสวนตามหน้าที่ของจำเลยเป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๙ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒มาตรา ๕ จำคุกจำเลยมีกำหนด ๕ ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๒๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗อีกบทหนึ่งด้วย จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ปล่อยจำเลย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยเรียกร้องจากผู้เสียหาย๒๐๐ บาทนั้น ฟังได้และการกระทำของจำเลยมิได้เป็นความผิดฐานกรรโชกดังที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๒๐๐ บาทให้ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๔๓ พิพากษาแก้ให้ยกคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๒๐๐ บาทให้นายแดงหรือพีระ แสงดี ผู้เสียหายนอกนั้นยืน โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยยังผิดต่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๗ และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๒๐๐ บาทให้ผู้เสียหาย จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๕ ปี แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้ให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อที่ขอให้ใช้ทรัพย์ ก็มิใช่เป็นการแก้ไขมาก จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามมาตรา ๒๑๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายในฟ้องขอให้ลงโทษหรือประสงค์ให้ลงโทษศาลฎีกาได้พิเคราะห์ฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่าฟ้องโจทก์แสดงถึงข้อกล่าวหาโดยแจ้งชัดและจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว และโจทก์ได้อ้างมาตราในกฎหมายที่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยแล้ว ปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นผิดตามมาตรา ๓๓๗ ดังโจทก์ฎีกาหรือไม่นั้น เห็นว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ จำเลยเรียกเงินจากผู้ที่จำเลยจับกุมแล้วปล่อยตัวผู้ต้องหาไป อันเป็นการเรียกหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อละเว้นไม่จับกุมผู้เสียหายอันเป็นการมิชอบด้วยหน้าที่ของจำเลยจำเลยจึงต้องมีผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๕ หามีผิดฐานกรรโชกอีกบทหนึ่งไม่ เมื่อการกระทำของจำเลยมิได้เป็นผิดตามมาตรา๓๓๗ แล้ว โจทก์ก็ไม่มีอำนาจขอให้จำเลยใช้ทรัพย์หรือคืนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์ จำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2511 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ พลตำรวจสมัครมงคล ยิ่งวิเศษ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - พลตำรวจสมัครมงคล ยิ่งวิเศษ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แสวง ลัดพลี · ชิต บุณยประภัศร · จินตา บุณยอาคม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายชวลิต สุขสบาย · ศาลอุทธรณ์ - นายมานิต มานะทัต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 888/2490ฎีกา 5182/2559ฎีกา 99/2541ฎีกา 1047/2498ฎีกา 3345/2535ฎีกา 5973/2537ฎีกา 1588/2479ฎีกา 10648/2554ฎีกา 4276/2534ฎีกา 3300/2552ฎีกา 164/2553ฎีกา 753/2539ฎีกา 1638/2492ฎีกา 6416/2541ฎีกา 1209/2523ฎีกา 395/2484ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1254/2494ฎีกา 7201/2568ฎีกา 9076/2558ฎีกา 5702/2533ฎีกา 540/2485ฎีกา 132/2481ฎีกา 149/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา