⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1992/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1992/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของตน โจทก์มีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าที่พิพาทอยู่ในเขตที่ดินของตน หากจำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทอยู่ในเขตที่ดินของตนเอง โดยไม่ได้อ้างสิทธิอย่างอื่น ศาลย่อมวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นได้โดยไม่ต้องให้จำเลยฟ้องแย้ง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกที่พิพาทซึ่งอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ จำเลยให้การว่าที่ดินตามโฉนดของโจทก์มีอาณาเขตติดกับที่ดินตามโฉนดของจำเลยจริง จำเลยไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ และว่าที่พิพาทเป็นที่ดินอยู่ในเขตโฉนดซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแล้ว ประเด็นจึงมีว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์หรือจำเลยเท่านั้นโจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน จำเลยมิได้ยอมรับว่าที่พิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของในโฉนด หรือต่อสู้ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ต่อโจทก์ โจทก์จะยกเอาข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 มาเป็นประโยชน์ในคดีนี้ว่าจำเลยมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายข้อนี้ จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน ดังนี้ ย่อมไม่ได้ เมื่อศาลฟังว่า ที่พิพาทอยู่ในโฉนดของจำเลยทั้งสอง มิได้ฟังว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์ซึ่งอยู่ในโฉนดของโจทก์ซึ่งเป็นวัด ไม่จำต้องหยิบยกเอาพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ใช้บังคับ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนด ไม่ใช่ที่ดินในโฉนดของโจทก์ แม้จำเลยจะไม่ฟ้องแย้งด้วย ก็มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยอยู่แล้วว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินในเขตโฉนดของโจทก์หรือของจำเลย ศาลย่อมวินิจฉัยไปตามประเด็นนั้นได้โดยไม่ต้องให้จำเลยฟ้องแย้ง คำวินิจฉัยของศาลที่เชื่อว่าที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของจำเลยพิพากษายกฟ้อง จึงเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็น ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1373

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดที่ ๒๕๔๔ เป็นที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์ มีอาณาเขตติดกับที่ดินโฉนดที่ ๒๕๔๑ ของจำเลยที่ ๑ และที่ดินโฉนดที่ ๒๕๔๒ ของจำเลยที่ ๒ มีคันนาระหว่างที่ดินโจทก์จำเลย จำเลยขุดทำลายคันนาและบุกรุกเข้าไปยกคันนาใหม่ในที่ดินของโจทก์ ขอให้พิพากษาห้ามจำเลย จำเลยให้การว่า ที่ดินโฉนดที่ ๒๕๔๔ ของโจทก์มีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดที่ ๒๕๔๑ ของจำเลยที่ ๑ และที่ดินโฉนดที่ ๒๕๔๒ ของจำเลยที่ ๒ ทางด้านใต้จริง เป็นที่ดินที่จำเลยแต่ละคนได้มาทางมรดกและได้ครอบครองมาเป็นเวลาเกินกว่า ๕๐ ปีแล้ว ไม่เคยทำลายคันเขตและบุกรุก ศาลชั้นต้นให้โจทก์สืบก่อน โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นว่าควรให้จำเลยเป็นฝ่ายนำสืบก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ๓ ข้อ ศาลฎีกาเห็นว่า คำฟ้องโจทก์ซึ่งกล่าวอ้างว่าจำเลยบุกรุกที่พิพาทซึ่งอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์และเป็นที่ธรณีสงฆ์ กับคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ และว่าที่พิพาทเป็นที่ดินอยู่ในเขตโฉนดซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแล้วประเด็นที่จะต้องพิจารณาจึงมีเพียงว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์หรือจำเลยเท่านั้นโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานมาสืบก่อน อนึ่ง ตามคำให้การของจำเลยก็เห็นได้อยู่แล้วว่า จำเลยมิได้ยอมรับว่าที่พิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของในโฉนด หรือต่อสู้ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ต่อโจทก์โจทก์จะยกเอาข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๗๓ มาเป็นประโยชน์ในคดีนี้ว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายข้อนี้ จำเลยจึงต้องเป็นฝ่ายนำพยานมาสืบก่อนดังโจทก์กล่าวหาได้ไม่ ปัญหาข้อกฎหมายข้อสองนั้น ปรากฏจากข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังต้องกันเป็นที่ยุติแล้วว่าที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของจำเลยทั้งสอง มิได้ฟังว่า ที่พิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ซึ่งอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ ก็ไม่จำต้องหยิบยกเอาพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติว่าด้วยที่ธรณีสงฆ์มาพิจารณาใช้บังคับแก่คดีนี้เพราะไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงที่ธรณีสงฆ์ ส่วนปัญหาข้อกฎหมายข้อสุดท้ายนั้น เห็นว่า จำเลยได้ให้การต่อสู้คดีไว้โดยชัดแจ้งว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนด ไม่ใช่ที่ดินในเขตโฉนดของโจทก์แม้จำเลยจะมิได้ฟ้องแย้งมาด้วยก็ตาม ก็มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยอยู่ว่าที่พิพาทเป็นที่ดินในเขตโฉนดของโจทก์หรือของจำเลย ศาลย่อมวินิจฉัยไปตามประเด็นนั้นได้โดยไม่จำเป็นต้องให้จำเลยฟ้องแย้งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองที่เชื่อว่าที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของจำเลยทั้งสอง จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแล้ว หาได้ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๒ ดังโจทก์ฎีกาไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1992/2511 วัดบางลำภู โดยนายเทพ สมใจ ศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี ผู้รับมอบอำนาจแทนพระอธิการสงวน (พุทธสีโล) เจ้าอาวาส โจทก์ นายเอียง รุ่งโรจน์ ที่ 1 นางสุก รุ่งโรจน์ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - วัดบางลำภู โดยนายเทพ สมใจ ศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี ผู้รับมอบอำนาจแทนพระอธิการสงวน (พุทธสีโล) เจ้าอาวาส · จำเลย - นายเอียง รุ่งโรจน์ ที่ 1 นางสุก รุ่งโรจน์ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จินตา บุณยอาคม · วงษ์ วีระพงศ์ · บัญญัติ สุขารมณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายสมคิด ณ นคร · ศาลอุทธรณ์ - นายกฤษณ์ โสภิตกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2135/2518ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 72/2505ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา