⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 533/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 533/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนที่ยังไม่ได้มีการถอนคืนจากห้างหุ้นส่วน ย่อมถือเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วน และผู้ชำระบัญชีมีอำนาจขายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ - การที่คู่ความตกลงให้ตั้งผู้ชำระบัญชีและขายทรัพย์สินทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนเพื่อแบ่งปันกัน ถือเป็นการสละสิทธิที่จะถอนหุ้นเอาทรัพย์สินของตนคืน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสามให้การร่วมกันว่า ที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 2, 3 ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับของห้างหุ้นส่วน เพราะจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ถอนเอาที่ดินคืนออกจากห้างหุ้นส่วนเลย โจทก์ก็ทราบแล้วและไม่คัดค้าน ดังนี้ ตามคำให้การของจำเลยทั้ง 3 เป็นการยอมรับว่าที่ดินนั้นยังคงเป็นของห้างหุ้นส่วนอยู่ แม้จะมีชื่อจำเลยที่ 2, 3 ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยก็หาได้โต้เถียงไม่ว่าที่ดินนั้นเป็นของจำเลย ไม่ใช่ของห้างหุ้นส่วน จำเลยจะมาโต้เถียงภายหลังว่าที่ดินไม่ใช่ของห้างหุ้นส่วนย่อมไม่ได้ ที่ดินเป็นของห้างหุ้นส่วน เมื่อเลิกห้างหุ้นส่วนและมีการชำระบัญชีกัน ผู้ชำระบัญชีก็มีอำนาจที่จะขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนเอาเงินชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ จำเลยให้การรับว่า ที่ดินยังเป็นของห้างหุ้นส่วนอยู่ เมื่อคู่ความตกลงกันให้ตั้งผู้ชำระบัญชี และให้ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนทั้งหมดเพื่อนำเงินมาแบ่งกัน ดังนี้ แสดงว่าจำเลยตกลงยอมให้ขายที่ดินซึ่งเป็นของห้างหุ้นส่วนด้วย จำเลยมาอ้างภายหลังว่าขณะนั้นยังไม่ทราบว่าผู้ชำระบัญชีจะเอาที่ดินเป็นของห้างหุ้นส่วนด้วยหรือไม่ ย่อมฟังไม่ขึ้นและเมื่อจำเลยตกลงยอมให้ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนทั้งหมดแล้ว ก็ถือได้ว่าจำเลยสละสิทธิที่จะถอนหุ้นเอาที่ดินของตนคืน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.283 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1012 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1026 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1030 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1057 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1061

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ กับผู้มีชื่อรวม ๑๔ คน เข้าหุ้นส่วนสามัญก่อสร้างโรงสีไฟ จำเลยที่ ๑ เอากรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๔๐๕๒ และ ๔๐๕๓ เข้าลงหุ้นตีราคา ๕,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยที่ ๑ ลอบจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง ๒ โฉนด ให้จำเลยที่ ๒, ๓ ซึ่งเป็นบุตร ขอให้เพิกถอนการโอน ฯลฯ จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับของห้างหุ้นส่วน ไม่ได้ถอนเอาที่ดินคืนออกจากหุ้นส่วน ขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งให้ห้างหุ้นส่วนเลิกกัน และจัดการชำระบัญชี ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ห้างหุ้นส่วนเลิกกันตามฟ้องแย้งจำเลย ให้จัดการชำระบัญชี คดีถึงที่สุดเพียงศาลชั้นต้นโดยมิได้มีฝ่ายใดอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ชำระบัญชี โดยจัดการขายทรัพย์สินของห้างเพื่อนำเงินมาแบ่งและเฉลี่ยกำไรขาดทุนกัน ผู้ชำระบัญชีเรียกโจทก์จำเลยมาประมูลระหว่างกัน แต่ไม่เป็นที่ตกลงจึงขออนุญาตศาลขายทอดตลาด จำเลยยื่นคำร้องว่า ที่ดินโฉนดที่ ๔๐๕๒, ๔๐๕๓ มีชื่อจำเลยที่ ๒, ๓ ถือกรรมสิทธิ์ ไม่ใช่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วน ขอให้งดการขายศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ดิน ๒ แปลงมีชื่อจำเลยที่ ๒, ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต้องถือว่าจำเลยที่ ๒, ๓ เป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของห้างหุ้นส่วน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เมื่อโรงสีไฟของห้างหุ้นส่วนเลิกกิจการจะขายทรัพย์สินของห้าง จำเลยไม่ประสงค์จะขายที่ดิน ๒ แปลงนี้ก็ย่อมมีสิทธิขอถอนหุ้นเอาที่ดินของตนคืนได้ตามสัญญาเข้าหุ้นส่วนข้อ ๑๑ จะขายที่ดิน ๒ แปลงนี้ไม่ได้ พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้น ให้งดการขายทอดตลาด โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การและฟ้องแย้งนั้น จำเลยทั้งสามให้การร่วมกันว่า ที่จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินให้จำเลยที่ ๒, ๓ ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับของหุ้นส่วนเพราะจำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้ขอถอนเอาที่ดินคืนออกจากหุ้นส่วนเลย โจทก์ก็ทราบแล้วและไม่คัดค้าน ตามคำให้การของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นการยอมรับว่าที่ดินนั้นยังคงเป็นของหุ้นส่วนอยู่ แม้จะมีชื่อจำเลยที่ ๒, ๓ ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยก็หาได้โต้เถียงว่าที่ดินนั้นเป็นของจำเลยไม่ใช่ของหุ้นส่วน ฉะนั้น จำเลยจะมาโต้เถียงในภายหลังว่าที่ดินนั้นไม่ใช่ของหุ้นส่วนจึงฟังไม่ขึ้น เมื่อที่ดินทั้ง ๒ แปลงเป็นของห้างหุ้นส่วนแล้ว เมื่อเลิกห้างหุ้นส่วนและมีการชำระบัญชีกัน ผู้ชำระบัญชีก็มีอำนาจที่จะขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนเอาเงินชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ เมื่อคู่ความตกลงกันให้ตั้งผู้ชำระบัญชีและให้ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนทั้งหมดเพื่อนำเงินมาแบ่งกัน และจำเลยให้การรับว่าที่ดิน ๒ แปลงยังเป็นของห้างหุ้นส่วนอยู่ ดังนี้ แสดงว่าจำเลยตกลงยอมให้ขายที่ดินทั้ง ๒ แปลง ซึ่งเป็นของห้างหุ้นส่วนนี้ด้วย จำเลยจะอ้างภายหลังว่าขณะนั้นยังไม่ทราบว่าผู้ชำระบัญชีจะเอาที่ดินทั้ง ๒ แปลงนี้เป็นของห้างหุ้นส่วนด้วยหรือไม่ ย่อมฟังไม่ขึ้น และเมื่อจำเลยตกลงยอมให้ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนทั้งหมดแล้ว ก็ถือได้ว่าจำเลยสละสิทธิที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ ๑๑ ที่ว่า จำเลยมีสิทธิขอถอนหุ้นเอาที่ดินของตนคืนได้ พิพากษากลับ เป็นให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 533/2511 นายยงยุทธ วานิชดี ที่ 1 นายสุข แซ่เจี่ย ที่ 2 โจทก์ นายใจ ฉิมพันธ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายยงยุทธ วานิชดี ที่ 1 นายสุข แซ่เจี่ย ที่ 2 · ล. - นายใจ ฉิมพันธ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศริ มลิลา · โพยม เลขยานนท์ · เนิ่น กฤษณะเศรนี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายไพบูลย์ นิมิตกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุพรรณ อยู่เกษ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 2057/2529ฎีกา 3219/2534ฎีกา 6366/2538ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1398/2493ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2345/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 6868/2541ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 560/2529ฎีกา 1413/2508ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3190/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา