⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1554-1555/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1554-1555/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ครอบครองทรัพย์มีอำนาจร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหาย แม้ข้อเท็จจริงที่ได้ความจะต่างกับที่บรรยายในฟ้องในส่วนของเจ้าของทรัพย์ก็ตาม การยืมทรัพย์ไปแล้วทุจริตยักยอกเอาไว้เป็นความผิดอาญา ไม่ใช่เพียงเรื่องทางแพ่ง

ย่อคำพิพากษา

ถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ดูแลทรัพย์พิพาทไว้ จำเลยยืมทรัพย์พิพาทไปจากโจทก์ร่วม เมื่อเกิดการเสียหายขึ้นเพราะการกระทำผิดยักยอกของจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในฐานะเป็นผู้ครอบครองทรัพย์พิพาท มีอำนาจร้องทุกข์ตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) (ตามนัยฎีกาที่ 1341/2495, 420/2505, 562/2505) แม้ในฟ้องจะบรรยายคลาดเคลื่อนว่าใครเป็นเจ้าทรัพย์ ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความต่างกับฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยยืมทรัพย์ไป แล้วทุจริตยักยอกเอาไว้เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวเสีย ย่อมมีความผิดในทางอาญา มิใช่เป็นเพียงเรื่องยืมทางแพ่งเท่านั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า "เมื่อเดือนตุลาคม 2506 และต่อมาประมาณปลายเดือนเมษายน 2507 จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันขอยืมเครื่องประทับไปหลายอย่าง (สร้อยคอและกลัดเสื้อรูปดอกไม้ แหวนเพชรเม็ดเดียว แหวนเพชรเม็ดเล็กเป็นรูป 4 เหลี่ยม แหวนทับทิมล้อมเพชร กำไลประดับเพชร สร้อยข้อมือนพเก้า จี้เพชรพร้อมสร้อยทองคำขาว แหวนมรกตล้อมเพชร ต่างหูเพชร นาฬิกาข้อมือประดับเพชร) ต้นเดือนมีนาคม 2510 โจทก์ร่วมทั้งสองได้ทวงถามของที่จำเลยยืมไป จำเลยทั้งสี่ปฏิเสธไม่ยอมคืนโดยระหว่างมีนาคม 2510 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยมีเจตนาทุจริตคิดยักยอกเอาทรัพย์ดังกล่าวไว้เป็นประโยชน์ส่วนตน" เป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม คำแจ้งความที่มีความว่า"จึงได้มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อบุคคลทั้งสี่ต่อไป" นั้น เป็นการกล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) เมื่อเจ้าพนักงานสอบสวนบันทึกข้อความคำร้องทุกข์ไว้ในรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันและผู้ร้องทุกข์ได้ลงชื่อไว้แล้ว จึงเป็นการบันทึกคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 วรรค 3

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.123 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ฟ้องเป็นใจความอย่างเดียวกัน นายนภา รัตนวิโรจน์ กับนายธาดา รัตนวิโรจน์ เข้าเป็นโจทก์ร่วมทั้งสองสำนวน ว่านางสฤษดิ์ รัตนวิโรจน์ ได้ยกทรัพย์ให้นางสาววิไลลักษณ์ แต่ให้โจทก์ร่วมทั้งสองเก็บรักษาและครอบครองดูแลไว้แทน จำเลยได้ร่วมกันยักยอกทรัพย์นั้นไปจากโจทก์ร่วมทั้งสอง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒,๘๓ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ไป ๘ ปาก เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานต่อไปทั้งสองฝ่าย และรับฟังข้อเท็จจริงว่า แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะมีสิทธิทำการรักษาทรัพย์ ก็มีสิทธิติดตามเอาคืนด้วยการเรียกร้องทางแพ่งเท่านั้น ไม่มีสิทธิดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจร้องทุกข์ได้ ผู้ว่าคดีไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ยังไม่หมด ได้สั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่ายแล้วพิพากษา โดยรับฟังข้อเท็จจริงจากคำพยานโจทก์ว่านางสฤษกดิ์ยังมิได้ยกทรัพย์พิพาทให้นางสาววิไลลักษณ์ ยังมิได้ทำการส่งมอบทรัพย์ที่ให้ การให้จึงไม่สมบูรณ์ ทรัพย์ที่พิพาทมิใช่ของนางสาววิไลลักษณ์ เป็นมรดกของนางสฤษดิ์ โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงให้ยกฟ้อง คดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๒๒ จึงไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะรื้อฟื้นข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังว่าการให้ไม่สมบูรณ์ขึ้นวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้อง โจทก์ร่วมเป็นผู้ดูแลทรัพย์พิพาทไว้ จำเลยยืมทรัพย์พิพาทไปจากโจทก์ร่วม เมื่อเกิดการเสียหายขึ้นเพราะการกระทำผิดยักยอกของจำเลย ไม่ว่าทรัพย์จะยังคงเป็นของนายสฤษกดิ์แล้วตกเป็นทรัพย์มรดก หรือเป็นของนางวิไลลักษณ์ โจทก์ร่วมทั้งสองย่อมเป็นผู้เสียหายในฐานะทีเป็นผู้ดูแลรักษาทรัพย์ที่พิพาท มีอำนาจร้องทุกข์ตามกฎหมาย ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๑/๒๔๙๕, ๔๒๐/๒๕๐๕ และ ๕๖๒/๒๕๐๕ ซึ่งพิพากษาว่าผู้ดูแลครอบครองทรัพย์เป็นผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) และแม้จะบรรยายฟ้องคลาดเคลื่อนว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์ ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความต่างกับฟ้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้อง่าจำเลยยืมทรัพย์ไป แล้วทุจริตยักยอกเอาไว้เป็นผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นข้อกล่าวหาทางอาญา หากได้ความตามฟ้อง จำเลยก็ต้องมีผิด มิใช่เป็นเรื่องยืมอันเป็นเรื่องทางแพ่ง คำฟ้องของโจทก์ว่า "ต่อมาประมาณต้นเดือนมีนาคม ๒๕๑๐ ผู้เสียหายได้ทวงถามของที่จำเลยยืมไป จำเลยปฏิเสธไม่ยอมคืน โดยระหว่างเดือนมีนาคม ๒๕๑๐ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยมีเจตนาทุจริตคิดยักยอกทรัพย์ดังกล่าว" เป็นการบรรยายถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ แล้ว เข้าใจได้ว่า โจทก์กล่าวหาจำเลยว่ากระทำผิดในระหว่างต้นเดือนมีนาคมถึงวันที่ ทวงถาม ส่วนสถานที่กระทำผิด โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ หากจะแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณาดังจำเลยอ้าง มิใช่เป็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุมอย่างใด โจทก์ร่วมร้องทุกข์โดยลงชื่อไวในรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันของสถานีตำรวจตอนท้ายข้อความว่า "จึงได้มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำการดำเนินคดีต่อบุคคลทั้งสี่ต่อไป" เป็นข้อความที่แจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสี่ เป็นการแสดงเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ เป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๗) และรายงานนั้นเป็นการบันทึกคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๓ วรรค ๓ ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดมิให้สืบพยาน ทำให้ไม่สามารพิจารณาชี้ขาดได้ สมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ พิพากษายืนในผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1554 - 1555/2512 ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครสววรค์ โจทก์ นายนภา รัตนวิโรจน์ ที่ 1 นายธาดา รัตนวิโรจน์ ที่ 2 จ.ร่วม นายประเสริฐ รัตนวิโรจน์ ที่ 1 นางสาวทองคำ รัตนวิโรจน์ ที่ 2 นางสาวประไพ รัตนวิโรจน์ ที่ 3 จำเลย ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครสววรค์ · จ.ร่วม - นายนภา รัตนวิโรจน์ ที่ 1 นายธาดา รัตนวิโรจน์ ที่ 2 · นางสาวประไพ - นายประเสริฐ รัตนวิโรจน์ ที่ 1 นางสาวทองคำ รัตนวิโรจน์ ที่ 2 · จำเลย - รัตนวิโรจน์ ที่ 3 · โจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครสวรรค์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสลา หัมพานนท์ · ศริ มลิลา · เฉลิม หัตภิรมย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายวิจิต วิจารณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเวท ชพานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 8080/2538ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 2252/2560ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 11720/2555ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา