⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 427/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 427/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ใช้ปืนยิงบุคคลจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้มีเจตนาชิงทรัพย์ ก็ถือว่ามีเจตนาฆ่าด้วย หากผู้กระทำเล็งเห็นผลถึงความตายได้ และการกระทำนั้นเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเพื่อปกปิดความผิดฐานชิงทรัพย์.

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรงยิงผู้เสียหาย 2 นัดถูกที่ข้อมือขวา และที่ชายโครงหรือรักแร้ด้านหน้าข้างขวาถึงกระดูกซี่โครงหัก แม้จำเลยจะมีเจตนายิงเพื่อชิงทรัพย์ก็ตาม ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายด้วย เพราะจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายแต่เมื่อผู้เสียหายไม่ตาย การกระทำของจำเลยจึงต้องเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายเพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยได้กระทำการชิงทรัพย์เพื่อปกปิดความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ประกอบด้วยมาตรา 80 อีกบทหนึ่งหาใช่เป็นเพียงความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม เท่านั้นไม่ อัตราโทษสำหรับความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ที่จะพึงวางแก่จำเลยมีสถานเดียวคือ ประหารชีวิตแต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ประกอบด้วยมาตรา 80 และมาตรา 52(1) ให้จำคุก16 ปีเห็นได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้ลดมาตราส่วนโทษที่จะลงตามมาตรา 289 เสียหนึ่งในสามตามมาตรา 80 และ 52(1)ให้แล้ว ตามมาตรา 51 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จะเพิ่มโทษให้จำเลยให้ต้องจำคุกเกินกว่า 20 ปีไม่ได้แต่ถ้าศาลวางโทษจำคุก 20 ปี เพิ่มโทษขึ้นไปแล้วลดลงคงจำคุกไม่เกิน 20 ปีได้ การที่ผู้กระทำผิดมาแล้วกลับมากระทำผิดอีกจะต้องถูกเพิ่มโทษนั้นย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92,93 หาใช่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะเพิ่มหรือไม่เพิ่มตามที่ศาลเห็นสมควรไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.51 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.93 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ลักปืนสั้นของพลตำรวจบุญเยี่ยมผู้เสียหายไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักและพาทรัพย์นั้นไป แล้วจำเลยได้ใช้กำลังกายและอาวุธปืนที่จำเลยลักไป ชกต่อยและยิงผู้เสียหายหลายทีขณะที่ผู้เสียหายติดตามไปทัน และจะเข้าจับกุมจำเลย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสถึงทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน และประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ทั้งนี้ โดยเจตนาฆ่า แต่การกระทำไม่บรรลุผลเพราะกระสุนที่จำเลยใช้ยิงพลาดจากส่วนสำคัญของร่างกาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวแล้วก็เพื่อที่จำเลยจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยชิงทรัพย์ เพื่อปกปิดความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดฐานชิงทรัพย์ และจำเลยบังอาจมีและใช้อาวุธปืนโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายจำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกฐานทำร้ายร่างกายสาหัสมาแล้วกลับมากระทำความผิดซ้ำในอนุมาตราเดียวกันอีกไม่เข็ดหลาบ ขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 288, 289, 290, 80, 90 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 กับสั่งคืนของกลางแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษจริงตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดชิงทรัพย์ กับความผิดฐานมีและใช้อาวุธปืนกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา339 วรรค 3 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันแต่ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289, 297 ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรค 3 ซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุดกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกจำเลย 8 ปี จำเลยพ้นโทษมาแล้ว มากระทำผิดอีกในเวลา 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ จึงให้เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ไม่ใช่ 93 ดังโจทก์ขอ หนึ่งในสามเป็นจำคุก 10 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพโดยดีเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกจำเลย 5 ปี 4 เดือน คืนของกลางแก่ผู้เสียหาย โจทก์จำเลยอุทธรณ์ โดยโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 ซึ่งเป็นบทหนัก จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษลงอีก ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 288, 289, 297 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ประกอบด้วยมาตรา 80 และมาตรา 52(1) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 16 ปี เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบอีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 24 ปี จำเลยรับสารภาพโดยดีเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาว่า 1. การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรค 3เท่านั้น เพราะจำเลยมิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 จึงไม่ชอบ 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 โดยมิได้ลดมาตราส่วนโทษตามมาตรา 80 ลงหนึ่งในสามให้จำเลย ไม่ถูกต้อง 3. ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยเป็น 24 ปี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 และการที่จะเพิ่มโทษหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาลที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษเพิ่มเป็นการรุนแรงเกินไป ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรงยิงผู้เสียหาย2 นัด ถูกที่ข้อมือขวาและที่ชายโครงหรือรักแร้ด้านหน้าข้างขวาถึงกระดูกซี่โครงหัก แม้จำเลยจะมีเจตนายิงเพื่อชิงทรัพย์ก็ตาม ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายด้วย เพราะจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่า กระสุนปืนที่จำเลยยิงอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย แต่เมื่อผู้เสียหายไม่ตาย การกระทำของจำเลยจึงต้องเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย เพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยได้กระทำการชิงทรัพย์ เพื่อปกปิดความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดฐานชิงทรัพย์ที่จำเลยได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ประกอบด้วยมาตรา 80 อีกบทหนึ่งหาใช่เป็นเพียงความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรค 3 เท่านั้น ดังฎีกาข้อ 1 ของจำเลยไม่ ตามฎีกาข้อ 2 ของจำเลยนั้น เห็นว่าอัตราโทษสำหรับความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ที่จะพึงวางแก่จำเลยมีสถานเดียวคือประหารชีวิตแต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 ประกอบด้วยมาตรา 80 และมาตรา 52(1)ให้จำคุก 16 ปี ก็เห็นได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้ลดมาตราส่วนโทษที่จะลงตามมาตรา 289 เสียหนึ่งในสามตามมาตรา 80 และ 52(1) ให้แล้ว ส่วนฎีกาข้อ 3 เกี่ยวกับการเพิ่มโทษจำเลยนั้น เห็นว่ามาตรา 51 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จะเพิ่มโทษให้จำเลยให้ต้องจำคุกเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ แต่ถ้าศาลวางโทษจำคุก 20 ปี เพิ่มโทษขึ้นไปแล้วลดลงคงจำคุกไม่เกิน 20 ปีได้ และโดยเฉพาะโทษของจำเลยในคดีนี้ เมื่อเพิ่มขึ้นไปแล้วลดลงคงจำคุก 12 ปี มิได้เกินกว่า20 ปีจะถือว่าเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 51 ดังจำเลยฎีกาไม่ได้ อนึ่ง การที่ผู้กระทำผิดมาแล้วกลับมากระทำผิดอีก จะต้องถูกเพิ่มโทษนั้น ย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 93 หาใช่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่เพิ่มหรือไม่เพิ่มตามที่ศาลเห็นสมควรไม่ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 93 อันเป็นไปตามบทบังคับแห่งกฎหมาย จึงหาใช่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษเพิ่มเป็นการรุนแรงเกินไปดังฎีกาจำเลยไม่ พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 427/2512 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายสวัสดิ์ จะอินตา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - นายสวัสดิ์ จะอินตา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จินตา บุณยอาคม · วงษ์ วีระพงศ์ · เฉลิม ทัตภิรมย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1866/2553ฎีกา 574-575/2468ฎีกา 3307/2531ฎีกา 5840/2544ฎีกา 2848/2527ฎีกา 959/2531ฎีกา 632/2513ฎีกา 4521/2539ฎีกา 1837/2531ฎีกา 6252/2531ฎีกา 529/2509ฎีกา 2246/2520ฎีกา 1597/2532ฎีกา 1560/2529ฎีกา 1597/2522ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 5999/2544ฎีกา 593/2510ฎีกา 1672/2569ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 528/2470ฎีกา 619/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา