⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1071/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1071/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณ ไม่ใช่คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆ จึงไม่สามารถนำมาใช้ยันบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีนั้นได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่พิพาทให้โจทก์เป็นคดีนี้ ในระหว่างพิจารณา มารดาจำเลยได้ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยเพราะเหตุเนรคุณ ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้เพิกถอนคืนการให้ ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คดีถึงที่สุด ดังนี้ แม้ที่พิพาทที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนให้โจทก์ในคดีนี้จะถูกศาลพิพากษาให้เพิกถอนคืนการให้ในคดีระหว่างมารดาจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยตามสำนวนคดีแพ่งแดงที่ 14/2511 ก็ตาม แต่ยังไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนไปยังมารดาจำเลย กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทจึงยังเป็นของจำเลยอยู่ จำเลยอยู่ในฐานะที่จะถูกบังคับให้โอนขายให้โจทก์ตามฟ้องได้ ส่วนปัญหาระหว่างโจทก์กับมารดาจำเลยซึ่งต่างเป็นผู้ชนะคดีด้วยกัน ใครจะมีสิทธิดีกว่ากันนั้น ก็จะต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดีหรือฟ้องร้องกันใหม่ ไม่ใช่ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นนี้ คำพิพากษาในคดีแพ่งแดงที่ 14/2511 เป็นคำพิพากษาให้เพิกถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณไม่ใช่คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 (2) ใช้ยันโจทก์ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความด้วยไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.531

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘ เนื้อที่ ๒๐ ไร่ให้โจทก์ราคาไร่ละ ๑๐,๐๐๐ บาท วันทำสัญญา โจทก์วางเงินมัดจำ ๖๐,๐๐๐ บาท อีก ๑๔๐,๐๐๐ บาท โจทก์จะชำระให้จำเลยในวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๑๑ ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนโอน ถึงกำหนดโจทก์นำเงิน ๑๔๐,๐๐๐ บาทไปสำนักงานที่ดิน จำเลยไม่ยอมขายให้โจทก์ ปรากฏว่าที่ดินตามสัญญามีเนื้อที่เพียง ๑๙ ไร่ ๒ งาน ๘ ตารางวา ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรับเงิน ๑๓๕,๐๐๐ บาท จากโจทก์และจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ ฯลฯ จำเลยให้การว่า จำเลยเข้าทำสัญญาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากสามี สามีบอกล้างนิติกรรมแล้ว ฯลฯ ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำแถลงว่านาพิพาทจำเลยถูกนางอบมารดาฟ้องขอถอนคืนการให้ฐานเนรคุณ ศาลพิพากษาเพิกถอนคืนการให้ตามสำนวนคดีแพ่งแดงที่ ๑๔/๒๕๑๑ คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยจึงไม่มีที่ดินที่จะขายให้โจทก์ได้ต่อไป ส่วนเงินมัดจำ ๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยรับจะคืนให้โจทก์ ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาว่า ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ ๖๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทำสัญญาจะขายที่พิพาทแก่โจทก์ และได้รับเงินมัดจำไว้แล้วเป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่ยอมโอน โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่พิพาทให้โจทก์เป็นคดีนี้ ในระหว่างพิจารณาปรากฏว่า นางอบมารดาจำเลยฟ้องจำเลยเรียกที่พิพาทคืนเพราะเหตุเนรคุณ ศาลพิพากษาให้เพิกถอนคืนการให้ ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้น ตามสำนวนคดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ ๑๔/๒๕๑๑ โจทก์ได้ขออายัดไว้กับเจ้าพนักงานที่ดินในกรณีที่จำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายไว้ก่อนที่จะฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ที่พิพาทที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนให้โจทก์ในคดีนี้ จะถูกศาลพิพากษาให้เพิกถอนคืนการให้ในคดีระหว่างนางอบมารดาจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยตามสำนวนคดีแพ่งแดงที่ ๑๔/๒๕๑๑ ก็ตาม แต่ยังไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนไปยังนางอบ กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทจึงยังเป็นของจำเลยอยู่ จำเลยอยู่ในฐานะที่จะถูกบังคับให้โอนขายให้โจทก์ตามฟ้องได้ ส่วนปัญหาที่ว่า ในระหว่างโจทก์กับนางอบซึ่งต่างเป็นผู้ชนะคดีด้วยกัน ใครจะมีสิทธิดีกว่ากันนั้น ก็จะต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดีหรือฟ้องร้องกันใหม่และไม่ใช่ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นนี้ คำพิพากษาในคดีแพ่งแดงที่ ๑๔/๒๕๑๑ เป็นคำพิพากษาให้เพิกถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณ ไม่ใช่คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ (๒) จึงใช้ยันโจทก์ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความด้วยไม่ได้ และคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๑/๒๔๙๗ ที่ศาลอุทธรณ์นำมาอ้างก็ไม่ตรงกับคดีนี้ คือ ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๑/๒๔๙๗ ปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายได้จดทะเบียนโอนต่อไปยังบุคคลภายนอกแล้ว กรรมสิทธิ์ที่ดินหาได้อยู่กับจำเลยอีกต่อไปไม่ ศาลจึงอาจพิจารณาพิพากษาให้เพิกถอนได้ แต่คดีนี้ที่พิพาทยังไม่ได้จดทะเบียนโอนไปยังนางอบ พิพากษากลับให้จำเลยรับเงิน ๑๓๕,๒๐๐ บาท จากโจทก์ และให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๖๘ เลขที่ ๑๒ ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) จังหวัดพระนคร เฉพาะส่วนที่จำเลยให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1071/2513 นางเคลือบ จำรัสศรี โจทก์ นางมาลัย ยิ้มเจริญ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเคลือบ จำรัสศรี · ล. - นางมาลัย ยิ้มเจริญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัศนี เกาไศยนันท์ · โกวิท ถิระวัฒน์ · วินัย ทองลงยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายผัน บุญชิต · ศาลอุทธรณ์ - นายรัตน์ ศรีไกรวิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1889/2511ฎีกา 1649/2498ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2345/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 161/2507ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา