⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 480/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 480/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจะขอให้สั่งแยกสินสมรสเพื่อบังคับคดี จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบุคคลทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยกับ ผ. เป็นสามีภริยากัน ซึ่งมีส่วนร่วมกันในที่ดินโฉนดที่ 5694 (ที่โจทก์ได้ถอนการยึดไปแล้ว) ขอให้สั่งแยกสินบริคณห์ออกเป็นส่วนของลูกหนี้คือจำเลย เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1483 ซึ่งหมายถึงสินบริคณห์ของสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยกับ ผ. เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินรายนี้ย่อมไม่ใช่สินบริคณห์ คำขอแยกสินบริคณห์ของโจทก์ย่อมตกไป คดีที่โจทก์ร้องขอแยกสินบริคณห์หรือขอแยกที่ดินส่วนของจำเลยโดยอ้างเหตุที่จำเลยกับ ผ. เป็นสามีภริยากัน เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.150 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1483

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เดิม ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินโฉนดที่ ๕๖๙๔ ซึ่งโจทก์นำยึดโจทก์ยื่นคำร้องว่าไม่ติดใจยึดต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนการยึด ผู้ร้องจึงถอนคำร้องขัดทรัพย์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า บัดนี้มีหลักฐานขัดว่านางผิวมีชื่อในโฉนดเป็นภริยาจำเลย ขอให้ศาลสั่งแยกสินบริคณห์หรือทรัพย์สินที่จำเลยมีส่วนได้ออกไปส่วนของจำเลยประมาณ๑ ใน ๔ เพื่อยึดทรัพย์ขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ ฯลฯ ศาลชั้นต้นสั่งว่าศาลถอนการยึดแล้ว คดีไม่เข้ามาตรา ๑๔๘๓ ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์ร้องขอให้แยกสินบริคณห์ได้ตามมาตรา ๑๔๘๓ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำสั่งใหม่ คดีถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์นางผิวคัดค้านว่าที่ดินโฉนดนี้นางผิวได้รับยกให้เฉพาะตัว จำเลยมิใช่สามีนางผิว ฯลฯ ศาลชั้นต้นสืบพยานแล้วมีคำสั่งให้แยกโฉนดพิพาทเป็นส่วนของจำเลย ๑ ใน ๔ให้โจทก์มีอำนาจยึดทรัพย์ส่วนนี้ได้ นางผิวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน นางผิวฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ยื่นคำร้องอ้างว่าจำเลยกับนางผิวเป็นสามีภริยากัน ซึ่งมีส่วนร่วมกันในที่ดินโฉนดนี้ (ที่โจทก์ได้ถอนการยึดไปแล้ว)ขอให้ศาลสั่งแยกสินบริคณห์ออกเป็นส่วนของลูกหนี้ คือ จำเลย เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๓ซึ่งหมายถึงสินบริคณห์ของสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยกับนางผิวเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วที่ดินรายนี้ย่อมไม่ใช่สินบริคณห์ คำขอแยกสินบริคณห์ของโจทก์ย่อมตกไป นอกจากนี้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมิได้เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินส่วนของนางผิวที่ได้รับยกให้จากมารดาของนางผิว แต่ในชั้นฎีกานางผิวเสียค่าขึ้นศาลมาในทุนทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นราคาที่ดินทั้งหมดรวมถึงส่วนของนางนวลด้วย ซึ่งเกินไปและไม่ใช่คดีร้องขัดทรัพย์ เพราะโจทก์มิได้ยึดที่ดินส่วนของจำเลย แล้วนางผิว นางนวลมาร้องขัดทรัพย์อย่างในกรณีแรก แต่เป็นคดีที่โจทก์ร้องขอแยกสินบริคณห์หรือขอแยกที่ดินส่วนของจำเลยโดยอ้างเหตุที่จำเลยกับนางผิวเป็นสามีภริยากัน ซึ่งเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์เช่นเดียวกับในชั้นอุทธรณ์ ที่โจทก์และนางผิวอุทธรณ์ จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินเป็นเงิน ๒,๔๕๐ บาทให้นางผิวไป พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 480/2513 นางสาวสมบุญ นุชปานทอง โจทก์ นายทองดี ศรีละม้าย จำเลย นางนวล คงรุ่งเรือง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ผู้ร้องขัดทรัพย์

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวสมบุญ นุชปานทอง · จำเลย - นายทองดี ศรีละม้าย · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นางนวล คงรุ่งเรือง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย ทองลงยา · โกวิท ถิระวัฒน์ · อัศนี เกาไศยนันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสนา เกิดลาภผล · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา สุมาวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 606/2489ฎีกา 2540/2539ฎีกา 1478/2523ฎีกา 5369/2537ฎีกา 2596/2544ฎีกา 2073/2538ฎีกา 667/2511ฎีกา 9686/2539ฎีกา 38/2549ฎีกา 3926/2539ฎีกา 9151/2539ฎีกา 1533/2519ฎีกา 6477/2543ฎีกา 7382/2543ฎีกา 3133/2538ฎีกา 789/2521ฎีกา 943/2520ฎีกา 1203/2549ฎีกา 891/2538ฎีกา 3552/2539ฎีกา 7578/2538ฎีกา 576/2540ฎีกา 7158/2538ฎีกา 142/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา