คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9151/2539
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับสำนวนคดีเดิมเป็นพยาน ถือว่าพยานหลักฐานในสำนวนคดีเดิมได้ถูกนำเข้าสู่สำนวนในชั้นร้องขัดทรัพย์แล้ว การรับฟังพยานหลักฐานจากสำนวนคดีเดิมจึงไม่ถือเป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวน
การอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งหากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินที่กฎหมายกำหนด จะห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น
ย่อคำพิพากษา
แม้มูลคดีและประเด็นแห่งคดีในชั้นร้องขัดทรัพย์กับคดีเดิมจะเป็นคนละเรื่องกัน แต่ปรากฏตามคำแถลงของผู้ร้องที่ขออนุญาตยื่นสำนวนคดีเดิมเป็นพยานและศาลชั้นต้นได้สั่งรับตามคำแถลงของผู้ร้องแล้ว ดังนี้ ถือได้ว่าพยานหลักฐานต่าง ๆ ในสำนวนคดีเดิมได้ถูกนำเข้าสู่สำนวนในชั้นร้องขัดทรัพย์แล้วการที่ศาลชั้นต้นรับฟังคำเบิกความของจำเลยซึ่งอยู่ในสำนวนคดีเดิมมาประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นร้องขัดทรัพย์ จึงหาใช่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนไม่
ศาลชั้นต้นฟังว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ผู้ร้องอุทธรณ์เป็นทำนองว่าพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ดังนี้เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นร้องขัดทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงห้ามมิให้อุทธรณ์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสุนันท์ ธรรมธวัชชัย · ผู้ร้อง - นางทวี สำราญเริงจิตร · จำเลย - นายบุญเสริม วัฒนพันธ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นาม ยิ้มแย้ม · จรัญ หัตถกรรม · เหล็ก ไทรวิจิตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นางสาวมณฑิรา จำนงค์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายบุญสม เจริญจิตต์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา