⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1664-1665/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664-1665/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเจตนาจะยึดถือแทนเจ้าของเดิมนั้น แม้จะครอบครองนานเพียงใด ก็ไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนเจตนาในการครอบครองโดยบอกกล่าวแก่เจ้าของเดิมอย่างชัดแจ้ง

ย่อคำพิพากษา

ฉ. เข้าครอบครองที่ดินจัดหาผลประโยชน์แทนจำเลยที่ 2 หาใช่จัดทำในฐานะตนเองเป็นเจ้าของไม่ แม้จะนานสักปานใดก็ตาม หาทำให้ได้กรรมสิทธิ์ทางปรปักษ์ไม่เว้นแต่จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ โดยบอกกล่าวไปยังเจ้าของว่าไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์แทนเจ้าของต่อไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ฉ. ย่อมไม่มีสิทธิที่จะยกที่ดินพิพาทซึ่งไม่ใช่ของตนให้แก่ผู้อื่น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.521 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดี ๒ สำนวนศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณา สำนวนแรกโจทก์ฟ้องจำเลยว่า นายบุด นางอางเป็นปู่และย่าของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ นายฉายเป็นน้องของนายบุด เมื่อ ร.ศ.๑๓๑ นายฉายมอบให้นายบุด นางอางเป็นผู้นำรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว นายบุด นางอางได้นำรังวัดที่ดินของตนอีก ๒ แปลงเข้าไปด้วยโดยออกเป็นโฉนดฉบับเดียวกัน คือ โฉนดที่ ๑๗๗๘๑ แต่นายฉายคงครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินส่วนของตนตลอดมา เมื่อนายบุด นางอางถึงแก่กรรมบรรดาทายาทได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด ปัจจุบันจำเลยทั้งสี่คนมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และต่างครอบครองเป็นส่วนสัด และต่างถือว่าที่ดินตามอาณาเขตภายในวงเล็บสีแดงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายฉายโดยการครอบครอง นายฉายได้ทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของตนให้โจทก์ โจทก์ครอบครองสืบสิทธิต่อมาจนบัดนี้ ฤดูทำนาปี ๒๕๐๘ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ทราบว่านายฉายตายได้โต้แย้งสิทธิและห้ามโจทก์มิให้เข้าทำกินในที่ดินภายในเส้นสีแดง ขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่า ที่ดินโฉนดที่ ๑๗๗๘๑ ภายในเส้นสีแดงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยทางครอบครองให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี แล้วออกโฉนดให้โจทก์เป็นส่วนสัดหากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งว่า ที่ดินโฉนดที่ ๑๗๗๘๑ เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนายบุด นางอาง นายฉายไม่เคยเกี่ยวข้อง ครอบครองที่ดินโฉนดนี้ในฐานะเป็นเจ้าของ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเหนือที่ดินแปลงนี้ เมื่อนายบุด นางอางถึงแก่กรรมแล้ว ที่ดินตกได้แก่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และนายน้อย นายน้อย จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ครอบครองที่ดินตามอาณาเขตเส้นสีน้ำเงินประ (๑)(๒) และ (๓) ตามลำดับ จำเลยที่ ๒ ครอบครองตามอาณาเขตเส้นสีแดงนายฉายได้จัดการที่ดินโฉนดดังกล่าวแทนจำเลยที่ ๒ เมื่อนายฉายถึงแก่กรรมจำเลยที่ ๒ ได้เข้าจัดการเอง และต่อสู้ว่าพินัยกรรมจะมีจริงหรือไม่ ไม่ทราบ ไม่รับรอง แม้มีจริงก็เป็นโมฆะขอให้พิพากษาห้ามโจทก์เข้ามาบุกรุกทำกินหรือเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยต่อไป หากบุกรุกขอเรียกค่าเสียหายเป็นข้าวปีละ ๑ เกวียน ๆ ละ ๑,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ถอนฟ้องคดีเฉพาะจำเลยที่ ๓ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การครอบครองที่ดินโฉนดพิพาทเป็นส่วนสัดตามฟ้องโจทก์หาใช่ตามฟ้องแย้งไม่ นายฉายครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของ โจทก์ทำนาในที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของนายฉายและเป็นมรดกตกได้แก่ตนตามพินัยกรรมอย่างเป็นเจ้าของสืบต่อจากนายฉายเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี คดีสำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของนาโฉนดที่ ๑๗๗๘๑ ร่วมกับนายเคลือบ นายน้อย นางสาวสำพัด โดยได้รับมรดกมาจากนายบุด นางอาง ต่างครอบครองเฉพาะส่วนของตนเรื่อยมาจนบัดนี้ จำเลยซึ่งเป็นบุตรนายเคลือบรับโอนมรดกเฉพาะส่วนของนายเคลือบ นายน้อยโอนขายส่วนของตนให้นายผ่อง ต่อมาจำเลยคบคิดกับนางเช้าให้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยกับนายผ่องนางสาวสำพัดและโจทก์คดีนี้ และจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ และนำชี้แผนที่วิวาทรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ๓ ไร่เศษ ตามอาณาเขตเส้นสีแดงในแผนที่ท้ายฟ้อง ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารและห้ามเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยให้การว่า จำเลยชี้อาณาเขตที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหาได้ชี้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ไม่ สำหรับค่าเสียหายคู่ความตกลงกันให้ถือเอาจำนวนเงินค่าเสียหายปีละ ๖๐๐ บาท ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่พิพาทมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายฉาย พินัยกรรมที่นายฉายทำขึ้นโดยยกที่พิพาทซึ่งไม่ใช่ของตนให้แก่โจทก์ไม่มีผลบังคับพิพากษายกฟ้องโจทก์ ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินในอาณาเขตหมายอักษร ข. ในแผนที่วิวาทให้โจทก์ใช้ค่าผลประโยชน์แก่จำเลยปีละ ๖๐๐ บาท ส่วนสำนวนคดีหลังเชื่อว่าที่ดินซึ่งนางสาวทองสุกโจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของมีอาณาเขตรูปสี่เหลี่ยมสีม่วงในแผนที่วิวาท พิพากษาขับไล่นายยอดจำเลยและบริวารห้ามเกี่ยวข้องต่อไป นางเช้าและนายยอดจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน นางเช้าและนายยอดฎีกา ศาลฎีกาฟังว่า นายฉายไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทมาดังโจทก์นำสืบ นายฉายย่อมไม่มีที่ดินอันจะนำไปฝากนายบุด นางอางให้รังวัดเพื่อออกโฉนดรวมกับที่ดินของนางบุด นางอางเป็นโฉนดฉบับเดียวกัน การที่นายฉายเข้าทำกินในที่พิพาทและนำที่ดินนั้นไปให้ผู้อื่นเช่า การเข้าครอบครองที่ดินจัดหาผลประโยชน์เป็นการทำแทนจำเลยที่ ๒ หาใช่เป็นเรื่องที่นายฉายจัดทำในฐานะตนเองเป็นเจ้าของไม่ การเข้าครอบครองและจัดผลประโยชน์แทนจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของเช่นนี้แม้จะนานสักปานใดก็ตาม หาทำให้นายฉายได้กรรมสิทธิ์ทางปรปักษ์ไม่ เว้นเสียแต่จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังเจ้าของว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือทรัพย์แทนเจ้าของต่อไปที่ดินพิพาทแปลงหมายอักษร ข. เป็นของจำเลยที่ ๒ นายฉายไม่มีสิทธิที่จะยกที่ดินซึ่งไม่ใช่ของตนให้แก่ผู้อื่นได้ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิใด ๆ ในที่พิพาท พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664 - 1665/2514 นางเช้า เยี่ยมเพื่อน หรือเยี่ยนเพื่อน โจทก์ นางสาวทองสุก เทียมอุทัย ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน จำเลย นางสาวทองสุก เทียมอุทัย โจทก์ นายยอด เทียมอุทัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเช้า เยี่ยมเพื่อน หรือเยี่ยนเพื่อน · จำเลย - นางสาวทองสุก เทียมอุทัย ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน · โจทก์ - นางสาวทองสุก เทียมอุทัย · จำเลย - นายยอด เทียมอุทัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิม กรพุกกะณะ · ชลอ บุปผเวส · สนับ คัมภีรยส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายสมคิด ณ นคร · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา สุมาวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 726/2493ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 4072/2528ฎีกา 2749/2538ฎีกา 9788/2553ฎีกา 5473/2548ฎีกา 945/2537ฎีกา 759/2494ฎีกา 231/2482ฎีกา 1280/2492ฎีกา 107/2493ฎีกา 4415/2528ฎีกา 2026/2494ฎีกา 3081/2527ฎีกา 781/2538ฎีกา 4258/2541ฎีกา 4470/2543ฎีกา 4185/2547ฎีกา 1906/2519ฎีกา 824-825/2511ฎีกา 663/2488ฎีกา 602/2490ฎีกา 546/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา