⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1737/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1737/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราที่ผู้กระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ร่วมกันกระทำต่อผู้เสียหายโดยผลัดเปลี่ยนกันกระทำจนสำเร็จความใคร่ ถือเป็นการโทรมหญิงตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกับพวกรวม 2 คน ใช้อาวุธปืนขู่ และใช้กำลังกอดคอบังคับให้ผู้เสียหายเข้าป่าข้างทาง แล้วร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผลัดเปลี่ยนกันจนสำเร็จความใคร่ ย่อมมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเรา โดยไม่วินิจฉัยว่า การกระทำมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงไว้ด้วยหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ต้องพิพากษาแก้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.214 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.276 ประมวลกฎหมายอาญา ม.281

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธและพวกร่วมกันฉุดคร่าพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ฐานชิงทรัพย์ ฐานกระทำอนาจารและฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๒๗๘, ๒๘๑, ๒๘๔, ๓๓๙, ๘๓ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานชิงทรัพย์และฐานข่มขืนกระทำชำเรายังไม่เข้าลักษณะเป็นการโทรมหญิง พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๒๗๘, ๒๘๔, ๘๓ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๗๖ ซึ่งเป็นบทและกระทงหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐, ๙๑ จำคุก ๓ ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ส่วนโจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโทรมหญิง ขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น ข้อหาชิงทรัพย์ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดเหมือนดังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนการกระทำของจำเลยจะเป็นในลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยโดยคดีไม่มีปัญหาเฉพาะเกี่ยวกับการยอมความได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๑ ทั้งศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษมาเหมาะสมแก่ความผิดแล้ว พิพากษายืน โจทก์ฎีกาต่อมาว่าข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างฟังมามีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๑ แต่มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษให้หนักขึ้น ศาลฎีกาวินิจฉัย คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเหมือนกับศาลชั้นต้น ว่าจำเลยกับนายแก้วพวกของจำเลยใช้อาวุธปืนขู่และใช้กำลังช่วยกันกอดคอบังคับนางบุญมีผู้เสียหายเข้าป่าข้างทาง แล้วร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผลัดเปลี่ยนกันจนจำเลยสำเร็จความใคร่ ๒ ครั้ง ส่วนนายแก้วสำเร็จความใคร่ ๑ ครั้ง ดังนี้ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยกับพวกที่กระทำต่อผู้เสียหายนั้นมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๑ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำมิใช่เป็นการโทรมหญิงก็ดี ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ก็ดี ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า การกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๑ อีกด้วยแต่มาตรา ๒๘๑ นี้มิใช่บทกำหนดการกระทำอันเป็นความผิดและกำหนดโทษ จึงไม่ต้องนำมาเป็นบทลงโทษจำเลย ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษและกำหนดโทษ จำเลยต้องกันมาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1737/2514 อัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ นายกล้า อุปปะ หรือดวงอุปะ หรือเวียงทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดพิษณุโลก · จำเลย - นายกล้า อุปปะ หรือดวงอุปะ หรือเวียงทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิม กรพุกกะณะ · ชลอ บุปผเวส · สนับ คัมภีรยส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายดำรง สายเชื้อ · ศาลอุทธรณ์ - นายพัลลภ เสถียรธรรมกิจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2167/2528ฎีกา 2406/2523ฎีกา 9174/2551ฎีกา 12564/2547ฎีกา 4942/2528ฎีกา 272/2565ฎีกา 1368/2549ฎีกา 7787/2551ฎีกา 2281/2545ฎีกา 2015/2547ฎีกา 4085/2545ฎีกา 9200/2552ฎีกา 6591/2537ฎีกา 8593/2544ฎีกา 779/2541ฎีกา 948/2467ฎีกา 213/2539ฎีกา 1258/2542ฎีกา 1356-1360/2508ฎีกา 7352/2549ฎีกา 4537/2548ฎีกา 2486/2558ฎีกา 1353/2529ฎีกา 537/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา