⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1879/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1879/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องเรียกทรัพย์คืนฐานลาภมิควรได้เนื่องจากนิติกรรมที่เป็นโมฆะ ต้องฟ้องภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้สิทธิเรียกคืน หรือภายในสิบปีนับแต่วันที่นิติกรรมอันเป็นโมฆะมีขึ้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องอ้างมูลเหตุว่า จำเลยที่ 2 มีสามีเป็นคนต่างด้าวรับซื้อที่ดินของโจทก์ไปเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่ดิน ขอให้ศาลพิพากษาว่าหนังสือสัญญาขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นโมฆะนั้นมีผลเป็นการฟ้องเรียกเอาคืน ซึ่งที่ดินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า หนังสือสัญญาขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นโมฆะซึ่งมีผลเป็นการเรียกที่ดินคืน และโจทก์ก็เสียค่าขึ้นศาลมาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาท ทั้งตามฎีกาของโจทก์ยังขอให้พิพากษาให้โจทก์ได้กลับคืนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามเดิมด้วย กรณีจึงเป็นการเรียกทรัพย์คืนฐานลาภมิควรได้ การฟ้องเรียกที่ดินคืนฐานลาภมิควรได้เนื่องแต่โมฆะกรรม โจทก์จะต้องฟ้องเรียกร้องเสียภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ โจทก์รู้ถึงสิทธิเรียกคืนหรือภายในสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมอันเป็นโมฆะซึ่งสิทธิเรียกคืนได้มีขึ้น โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปขายที่ดิน และจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีสามีเป็นคนต่างด้าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งขอให้ศาลสั่งแสดงว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นเป็นของจำเลยที่ 1 มาแต่เดิมหาได้ไม่เพราะมิได้เป็นการฟ้องแย้งโจทก์ แต่เป็นการฟ้องแย้งจำเลยด้วยกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.150 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.133 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.406 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.419

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าที่ดินโฉนดที่ ๓๑๒๐ และ ๓๑๕๐ เป็นของโจทก์โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ จัดการขายแทน โดยลงชื่อในแบบพิมพ์ใบมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้โอนขายให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งมีสามีเป็นคนต่างด้าว ฝ่าฝืนกฎหมายเป็นโมฆะแล้วจำเลยที่ ๒ ได้ขายฝากให้ตนเองในนามอื่นแล้วไม่ไถ่คืน ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้จัดการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อย แล้วโอนขายไป ๖ แปลง ซึ่งผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ขอให้ศาลพิพากษาว่าหนังสือสัญญาขายกรรมสิทธิ์ที่ดินและขายฝากเป็นโมฆะ และสั่งเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยที่ ๒ แบ่งแยกโอนขายไป จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินโฉนดที่ ๓๑๒๐ เป็นของจำเลยที่ ๑ ได้ขายให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาคนต่างด้าวเป็นโมฆะ ขอให้ศาลแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ ๑ และเพิกถอนการโอนขายที่ดินที่จำเลยที่ ๒ แบ่งแยกด้วย จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยมีสัญชาติไทย ได้ที่ดินมาโดยชอบคดีโจทก์ขาดอายุความ หลังจากชี้สองสถานแล้ว จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อจำเลยที่ ๑ ในโฉนดที่ ๓๑๒๐ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ด้วยว่า จำเลยมีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทโฉนดที่ ๓๑๒๐ คืนจากจำเลยที่ ๒ ดังข้อต่อสู้ของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกาต่อมา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างมูลเหตุว่าจำเลยที่ ๒ มีสามีเป็นคนต่างด้าวรับซื้อที่ดินของโจทก์ไปเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๔๘๖ และประมวลกฎหมายที่ดินขอให้ศาลพิพากษาว่าหนังสือสัญญาขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๓๑๕๐ และโฉนดที่ ๓๑๒๐ ตามสัญญาลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๙๔ เอกสารหมาย จ.๓๐ และ จ.๓๒ เป็นโมฆะ นั้นมีผลเป็นการฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๒ ได้ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย และโจทก์ก็เสียค่าขึ้นศาลมาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตามฎีกาของโจทก์ยังขอให้พิพากษาให้โจทก์ได้กลับคืนเป็นเจ้าของที่พิพาทตามเดิมด้วย กรณีจึงเป็นการเรียกทรัพย์คืนฐานลาภมิควรได้นั้นเองซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องเรียกร้องเสียภายในกำหนด ๑ ปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รู้ถึงสิทธิเรียกคืน หรือภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆะซึ่งสิทธิเรียกคืนได้มีขึ้น แต่โจทก์พึ่งมาฟ้องเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ เป็นเวลาถึง๑๔ ปี มาแล้วนับแต่วันทำนิติกรรมซื้อขายที่พิพาท โจทก์มิได้ฟ้องคดีเสียภายในกำหนดเวลา ๑๐ ปีตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๑๙ ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า อายุความต้องเริ่มนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงเจตนาทุจริตของจำเลยทั้งสอง คือ นับแต่วันที่โจทก์ไปขออายัดที่ดินทั้งสองแปลงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๐๘ ตามเอกสาร จ.๙ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีนี้มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลจะนำมาบังคับในเรื่องนี้ไม่ได้ เมื่อฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วดังนี้ ปัญหาที่ว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะหรือไม่ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะแม้จะฟังได้ตามที่โจทก์อ้างคดีของโจทก์ก็ขาดอายุความอยู่นั่นเอง ฎีกาของโจทก์ข้ออื่นเป็นอันตกไปด้วย ส่วนฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ขอให้รับและวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ด้วยนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฟ้องแย้งนั้นเป็นการตั้งข้อพิพาทกับจำเลยที่ ๒ ว่า การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโฉนดที่ ๓๑๒๐ ของจำเลยที่ ๒ เป็นโมฆะขอให้ศาลสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ ๓๑๒๐ เป็นของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มาแต่เดิมฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ เพราะมิได้เป็นการฟ้องแย้งโจทก์ หากแต่เป็นการฟ้องแย้งจำเลยด้วยกัน และคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ หาว่าเอาที่ดินพิพาทของโจทก์ไปขายให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยไม่สุจริต ขอให้ศาลพิพากษาว่านิติกรรมซื้อขายเป็นโมฆะจำเลยที่ ๑ คงเป็นคู่พิพาทกับโจทก์เท่านั้น หามีประเด็นที่จะโต้แย้งกับจำเลยที่ ๒ ไม่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ และศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้นจึงชอบด้วยรูปคดีแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1879/2514 นายเต็ง จิตตวณิช โจทก์ นางทองดี บัณฑิต ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเต็ง จิตตวณิช · จำเลย - นางทองดี บัณฑิต ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิชัย รชตะนันทน์ · ถาวร หุตะโกวิท · ประพนธ์ ศาตะมาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายฉันท์ วรวิทย์สัตถญาณ · ศาลอุทธรณ์ - นายชวลิต สุขสบาย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 4590/2553ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 1765/2492ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 72/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา