คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2130/2514
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แต่จำเลยมิได้กระทำโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ได้ แต่จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 (1) ไม่ได้ หากโจทก์มิได้อ้างมาตราดังกล่าวในฟ้อง และโทษตามมาตรา 335 (1) หนักกว่าโทษตามมาตรา 336 วรรคแรก ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลย
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์แต่ไม่ได้ใช้กิริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ซึ่งเป็นแม่บทได้ แต่จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 (1) ไม่ได้ เพราะโจทก์มิได้อ้างมาตรานี้มาในฟ้อง ทั้งโทษตามมาตรา 335 (1) ก็หนักกว่าโทษตามมาตรา 336 วรรคแรก ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์ต่าง ๆ รวมราคา ๓๒๒ บาทของนางสาวรัตนาไป ในเวลากลางคืน โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปจริง แต่การกระทำของจำเลยไม่เป็นกิริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้า พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) ให้จำคุก ๒ ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยวิ่งราวทรัพย์ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยลักทรัพย์ จะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ก็คือความผิดฐานลักทรัพย์นั่นเอง แต่เป็นลักษณะพิเศษไปจากลักทรัพย์ธรรมดา กล่าวคือต้องประกอบด้วยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ฉะนั้น แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยลักทรัพย์แต่มิได้ใช้กิริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ได้ ไม่เรียกว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังกล่าวในฟ้อง แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) นั้น เกินคำขอเพราะโจทก์มิได้อ้างมาตรา ๓๓๕ มาในฟ้อง และความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๑)มีโทษหนักกว่ามาตรา ๓๓๖ วรรคแรก ที่โจทก์ขอเพราะมาตรา ๓๓๕ (๑) มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี ส่วนมาตรา ๓๓๖ วรรคแรก มิได้กำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ จึงควรลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๓๔ ซึ่งเป็นแม่บทฐานลักทรัพย์และมีอัตราโทษเบากว่า มาตรา ๓๓๖
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ให้จำคุก ๑ ปี ๓ เดือน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2130/2514
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
เรือโทอำพล อยู่ยงสินธ์ ร.น. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - เรือโทอำพล อยู่ยงสินธ์ ร.น. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ถนอม ครูไพศาล · ประสม เภกะสุต · รัตน์ ศรีไกรวิน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายสวัสดิ์ สุขศรีวงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุธีร์ จันทร์เจริญสุข |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา