คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 115/2515
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ ศาลชอบที่จะสั่งงดสืบพยานและพิพากษาคดีได้
2. สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และไม่อาจยกขึ้นปรปักษ์กับบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
ย่อคำพิพากษา
เมื่อได้ความชัดแจ้งอยู่แล้ว แม้จะให้มีการสืบพยานกันต่อไป ก็ได้ความเช่นเดียวกับคำร้องขอ และคำแถลงรับของผู้ร้อง ศาลก็ชอบที่จะสั่งงดสืบพยานและพิพากษาคดีไปได้
ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันเอง โดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อจะครอบครองอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมา โดยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม จะยกขึ้นเป็นคู่ต่อสู้โจทก์ผู้จำนองอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไว้จากจำเลย และจดทะเบียนการจำนองถูกต้องตามกฎหมาย โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ในชั้นนี้เป็นสาขาคดีเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งปลูกอยู่ในที่ดิน โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ ๒ เพื่อขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง โดยจำเลยที่ ๒ ขายให้ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๐๑ และผู้ร้องได้ถือสิทธิครอบครองทรัพย์ดังกล่าวนับแต่นั้นมา ขอให้ถอนการยึด
โจทก์ให้การว่าทรัพย์ที่ยึดมาเป็นของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จำนองไว้กับโจทก์โดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว คำร้องขอของผู้ร้องเคลือบคลุม
วันนัดชี้สองสถาน ผู้ร้องแถลงว่าสัญญาซื้อขายทรัพย์ดังกล่าวนี้ ทำกันเองมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และรับว่าทรัพย์ที่ผู้ร้องขัดทรัพย์จำเลยที่ ๒ ได้นำไปจำนองไว้กับโจทก์ และมีการจดทะเบียนการจำนองถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย
ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยาน แล้ววินิจฉัยว่าคำร้องขอของผู้ร้องไม่เคลือบคลุม แต่การซื้อขายเป็นโมฆะ ผู้ร้องจะนำสืบว่าได้ครอบครองทรัพย์พิพาทเรื่อยมาจนได้กรรมสิทธิ์ก็ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะคำร้องของผู้ร้องมิได้บรรยายประเด็นนี้ไว้ จึงให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ถึงแม้จะฟังว่าจำเลยที่ ๒ ได้โดนขายทรัพย์พิพาทรายนี้ให้แก่ผู้ร้องแต่ยังมิได้จดทะเบียน และผู้ร้องได้ครอบครองทรัพย์พิพาทนี้มาโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของกว่า ๑๐ ปีขึ้นไปจนได้กรรมสิทธิ์แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ ได้จำนองทรัพย์พิพาทไว้กับโจทก์และมีการจดทะเบียนการจำนองถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ปรากฏว่าการจำนองนั้นไม่สุจริตแต่อย่างใด ก็ต้องฟังว่าการจำนองรายนี้โจทก์ได้เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนด้วยความสุจริตย่อมมีสิทธิ์ดีกว่าผู้ร้องซึ่งยังมิได้จดทะเบียน เมื่อได้ความชัดแจ้งอยู่แล้วเช่นนี้ แม้จะให้มีการสืบพยานกันต่อไปก็ได้ความเช่นเดียวกันกับคำร้องขอและคำแถลงรับของผู้ร้อง จึงไม่จำต้องดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 115/2515
บริษัทธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การจำกัด โจทก์
นางพวงเพชร วงศ์ลือเกียรติ ที่ 1, นายสุขุม วงศ์ลือเกียรติ ที่ 2, นายอโณทัย
วงศ์ลือเกียรติ ที่ 3, บริษัทน้ำตาลลำพูน จำกัด ที่ 4 ล.
นายสุรินทร์ วงศ์ลือเกียรติ ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การจำกัด · นายอโณทัย - นางพวงเพชร วงศ์ลือเกียรติ ที่ 1, นายสุขุม วงศ์ลือเกียรติ ที่ 2, · ล. - วงศ์ลือเกียรติ ที่ 3, บริษัทน้ำตาลลำพูน จำกัด ที่ 4 · ผู้ร้อง - นายสุรินทร์ วงศ์ลือเกียรติ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อุทัย ศุภนิตย์ · จำรูญ โชติรัต · สวัสดิ์ ภู่งาม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายสะสม สิริเจริญสุข · ศาลอุทธรณ์ - นายไพโรจน์ ไวภาสี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา