⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1165/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1165/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่เมื่อถูกจำหน่ายคดีเพราะขาดนัดพิจารณา จะทำได้เฉพาะกรณีที่ศาลได้เริ่มพิจารณาคดีฝ่ายเดียวไปบ้างแล้ว และคู่ความที่ขาดนัดมาศาลภายหลังโดยมีเหตุอันสมควร หรือกรณีที่ศาลได้พิจารณาคดีฝ่ายเดียวเสร็จสิ้นและพิพากษาไปแล้ว โดยต้องยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด.

ย่อคำพิพากษา

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพราะโจทก์จำเลยขาดนัดพิจารณา การที่โจทก์ร้องขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปหรือขอให้นัดสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนต่อไปโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ไม่จงใจขาดนัดนั้น ก็คือการขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่นั่นเอง คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาโดยไม่จงใจ มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้เฉพาะใน 2 กรณี คือ ในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ถ้าคู่ความที่ขาดนัดมาศาลภายหลังที่ศาลเริ่มต้นสืบพยานของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไปบ้างแล้วและศาลเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่จงใจขาดนัด หรือมีเหตุอันสมควร ศาลจึงจะสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งถ้าเป็นจำเลยขาดนัดพิจารณาโดยขาดนัดยื่นคำให้การด้วยก็ยอมให้ยื่นคำให้การได้ด้วย แต่ถ้าคู่ความที่ขาดนัดพิจารณานั้นคงขาดนัดตลอดไปจนศาลพิจารณาคดีฝ่ายเดียวไปเสร็จสิ้นแล้วและพิพากษาให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดีในประเด็นพิพาทคู่ความซึ่งแพ้คดีโดยไม่จงใจขาดนัด ยังมีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้ เว้นแต่จะต้องด้วยข้อห้ามตามกฎหมาย การขอให้พิจารณาคดีใหม่ใน 2 กรณีดังกล่าวแล้ว กฎหมายกำหนดเวลาที่จะขอให้พิจารณาใหม่ไว้ทั้ง 2 กรณี และการขอให้พิจารณาคดีใหม่จะต้องมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวเป็นหลักสำคัญข้อแรก ถ้าคดีไม่มีการพิจารณาฝ่ายเดียวแล้วคู่ความที่ขาดนัดจะขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ แม้คู่ความฝ่ายนั้นจะไม่จงใจขาดนัดก็ตาม คำว่า 'ขาดนัดพิจารณา' ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 200 ต้องถือตามมาตรา 197 วรรคสอง ถ้าคู่ความไม่มาศาลในวันที่ศาลเริ่มต้นสืบพยาน.โดยมิได้ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาล มาตรา 197 วรรคสอง ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา โดยไม่มีข้อที่ศาลจะต้องพิจารณาว่า คู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณาโดยจงใจหรือ ไม่จงใจเพราะการขาดนัดโดยจงใจหรือไม่จงใจ จะกล่าวอ้างกันได้เฉพาะเมื่อมีการพิจารณาฝ่ายเดียวและมีการขอให้พิจารณาคดีใหม่เท่านั้น เมื่อโจทก์จำเลยขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 197 วรรคสองและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีตามมาตรา 200 เสร็จสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว.อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ สิทธิของโจทก์มีอยู่ทางเดียวตามมาตรา 200 วรรคสอง คือ ฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความเท่านั้นไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ เพราะไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว และที่ มาตรา 200 ให้สิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ได้ ย่อมแสดงอยู่แล้วว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่ (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 11/2515)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.197 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.200 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.205 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.207 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยต่อสู้ว่าหนี้ระงับแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นให้จำเลยนำสืบก่อน นัดสืบพยานจำเลยวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์๒๕๑๔ เวลา ๘.๓๐ นาฬิกา ถึงวันนัดสืบพยานจำเลย คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาล จนถึงเวลา๙.๐๐ นาฬิกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าคู่ความได้ลงชื่อทราบวันเวลานัดแล้ว ถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๐ วันเดียวกันนั้น โจทก์ยื่นคำร้องว่า เหตุที่โจทก์มาศาลช้าไปเนื่องจากทนายโจทก์อยู่จังหวัดพระนคร มาศาลโดยทางรถยนต์ บังเอิญรถเสียระหว่างทาง ทนายโจทก์จึงมาถึงศาลเวลา ๙.๐๕ นาฬิกา ขอให้ศาลมีคำสั่งพิจารณาคดีใหม่ในวันนี้ ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลสั่งจำหน่ายคดี ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแพ้คดีจะขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้ ให้ยกคำร้อง วันเดียวกันนั้น โจทก์ยื่นคำร้องอีกว่า ที่โจทก์ขอให้พิจารณาใหม่หมายความว่าขอให้ศาลมีคำสั่งนัดสืบพยานจำเลยต่อไป ขอให้พิจารณาคำร้องโจทก์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลสั่งจำหน่ายคดีไปแล้ว ไม่มีเหตุที่จะต้องสืบพยานต่อไปให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า ตามคำร้องของโจทก์ ประสงค์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป มิใช่เป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพราะโจทก์จำเลยขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๐ แล้ว การที่โจทก์ร้องขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปหรือขอให้ศาลนัดสืบพยานจำเลยต่อไป (ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน) โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ไม่จงใจขาดนัดนั้น ก็คือการขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่นั่นเอง ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ตามบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาโดยการขาดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตั้งแต่มาตรา ๑๙๗ ถึงมาตรา ๒๐๙ นั้น คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาโดยไม่จงใจขาดนัดจะมีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้เฉพาะใน ๒ กรณีเท่านั้น คือ ในระหว่างพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ถ้าคู่ความที่ขาดนัดมาศาลภายหลังที่ศาลเริ่มต้นสืบพยานของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ขาดนัดไปบ้างแล้ว และศาลเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่จงใจขาดนัดหรือมีเหตุอันสมควรศาลจึงจะสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งถ้าเป็นจำเลยขาดนัดพิจารณาโดยขาดนัดยื่นคำให้การด้วย ก็ยอมให้ยื่นคำให้การได้ด้วย (มาตรา ๒๐๕ วรรค ๒) แต่ถ้าคู่ความที่ขาดนัดพิจารณานั้นคงขาดนัดตลอดไปจนศาลพิจารณาคดีฝ่ายเดียวไปเสร็จสิ้นแล้ว และพิพากษาให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดีในประเด็นพิพาท คู่ความซึ่งแพ้คดีโดยไม่จงใจขาดนัดยังมีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้ เว้นแต่จะต้องด้วยข้อห้ามตามกฎหมาย (มาตรา ๒๐๗) และการขอให้พิจารณาคดีใหม่ใน ๒ กรณีนี้ กฎหมายกำหนดเวลาที่จะขอให้พิจารณาใหม่ไว้ทั้ง ๒ กรณี ตามมาตรา ๒๐๕ วรรค ๒ และมาตรา ๒๐๘ แล้วแต่กรณีจึงเห็นได้ว่าการขอให้พิจารณาคดีใหม่จะต้องมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวเป็นหลักสำคัญข้อแรก ถ้าคดีไม่มีการพิจารณาฝ่ายเดียวแล้วคู่ความที่ขาดนัดจะขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ แม้คู่ความฝ่ายนั้นจะไม่จงใจขาดนัดก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ถ้าหากคดีฟังได้ว่าโจทก์ไม่จงใจขาดนัดพิจารณาย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามความหมายของมาตรา ๒๐๐แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย เพราะคำว่า "ขาดนัดพิจารณา" ตามมาตรา ๒๐๐ ต้องถือตามมาตรา ๑๙๗ วรรค ๒ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน(ซึ่งหมายถึงวันที่ศาลเริ่มต้นสืบพยานของคู่ความฝ่ายใดก็ตาม) และมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลเสียก่อนลงมือสืบพยานให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา" จะเห็นได้ว่า ถ้าคู่ความไม่มาศาลในวันที่ศาลเริ่มต้นสืบพยานโดยมิได้ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลแล้ว มาตรา ๑๙๗ วรรค ๒ "ให้ถือว่า" คู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณาโดยไม่มีข้อที่ศาลจะต้องพิจารณาเลยว่า คู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณาโดยจงใจหรือไม่จงใจ เพราะการขาดนัดโดยจงใจหรือไม่จงใจจะกล่าวอ้างกันได้เฉพาะเมื่อมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว และมีการขอให้พิจารณาคดีใหม่เท่านั้นตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น คดีนี้โจทก์จำเลยขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๑๙๗ วรรค ๒ แล้วและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีตามมาตรา ๒๐๐ เสร็จสิ้นไปแล้วไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ สิทธิของโจทก์มีอยู่ทางเดียวตามมาตรา ๒๐๐ วรรค ๒ คือ ฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความเท่านั้น และจะถือว่ามาตรา ๒๐๐ มิได้ห้ามโจทก์ที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่อย่างกรณีตามมาตรา ๒๐๑ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้โดยไม่มีกฎหมายห้ามนั้นไม่ถูกต้องเพราะการขอให้พิจารณาคดีใหม่จะทำได้ต่อเมื่อมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวดังกล่าวแล้วและการที่มาตรา ๒๐๐ ให้สิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ได้ย่อมแสดงอยู่แล้วว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะขอให้พิจารณาคดีใหม่ ถ้ายอมให้โจทก์ขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ตามมาตรา ๒๐๐ ย่อมเป็นการแปลเพิ่มเติมมาตรา ๒๐๐ ผลจะกลายเป็นว่าโจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ก็ได้ และจะฟ้องคดีใหม่ก็ได้ ซึ่งจะเกิดผลวิปริตในการดำเนินคดี เช่นถ้ายอมให้โจทก์ขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ตามมาตรา ๒๐๐ไม่มีกำหนดเวลาที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่อย่างมาตรา ๒๐๕ วรรค ๒และมาตรา ๒๐๘ ผลจะกลายเป็นว่าโจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อใดก็ได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ และถ้าศาลไม่อนุญาตให้โจทก์ขอให้พิจารณาคดีใหม่เพราะโจทก์จงใจขาดนัดพิจารณา โจทก์จะใช้สิทธิโดยตรงของโจทก์ยื่นฟ้องคดีใหม่ตามมาตรา ๒๐๐ วรรค ๒ โดยศาลจะไม่ยอมรับฟ้องก็ไม่ได้เพราะฝ่าฝืนมาตรา ๒๐๐ วรรค ๒ โดยตรง หรือถ้าจำเลยตามมาตรา ๒๐๐ขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ และบังเอิญศาลยอมให้พิจารณาใหม่เพราะจำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณา ฝ่ายโจทก์ก็จะใช้สิทธิของโจทก์ยื่นฟ้องคดีใหม่ โดยอาจจะฟ้องเพิ่มเติมขึ้นมากกว่าคำฟ้องเดิมก็ได้ เป็นต้น อาศัยเหตุผลดังวินิจฉัยมา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๐ แล้วโจทก์มีสิทธิอย่างเดียวที่จะฟ้องคดีใหม่เท่านั้น ไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1165/2515 นายประวิง วังตาล โจทก์ นายชัยสิทธิ์ เจริญศักดิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประวิง วังตาล · จำเลย - นายชัยสิทธิ์ เจริญศักดิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย ทองลงยา · ถนอม ครูไพศาล · แปลก ศิงฆมานันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาญจนบุรี · ศาลอุทธรณ์ - นายขจร หะวานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1158/2521ฎีกา 369/2524ฎีกา 1069/2527ฎีกา 345/2520ฎีกา 1633/2532ฎีกา 265/2481ฎีกา 280/2530ฎีกา 1460/2515ฎีกา 1645/2549ฎีกา 3909/2535ฎีกา 3290/2525ฎีกา 5105/2528ฎีกา 5011/2532ฎีกา 324/2503ฎีกา 4041/2542ฎีกา 4473/2541ฎีกา 3934/2530ฎีกา 5768/2534ฎีกา 925/2526ฎีกา 2430/2533ฎีกา 1592/2521ฎีกา 126/2538ฎีกา 1644/2519ฎีกา 2898/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา