⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1957/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1957/2515

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยสองคนฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แม้ศาลจะมิได้สั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เพื่อให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่ และโจทก์ก็แถลงขอสืบพยานโดยมิได้แถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ก็ดี ศาลก็จะฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ก็กระทำผิดฐานลักทรัพย์ด้วย และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์หาได้ไม่(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17/2515)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.357

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2512 ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2512 มีคนร้ายงัดแงะประตูอาคารเคหะสถานเข้าไปลักทรัพย์ของนางซิ้วจีนไป 11 รายการ ราคา 3,135 บาท วันที่ 23 พฤษภาคม 2512 เวลากลางคืนเจ้าพนักงานจับนายสุวิทย์จำเลยที่ 1 ได้พร้อมด้วยทรัพย์ตามบัญชีของกลางท้ายฟ้องเว้นอันดับ 9 และ 11 วันที่ 23 พฤษภาคม 2512 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับนายตี๋น้อยจำเลยที่ 2ได้พร้อมด้วยทรัพย์ของกลางอันดับ 9 และ 11 ทั้งนี้ จำเลยบังอาจเป็นคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์ของนางซิ้วจีนไป หรือมิฉะนั้นจำเลยสมคบร่วมกันรับทรัพย์ของกลางไว้ โดยรู้ว่าเป็นของที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้รับของโจร จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้รับของโจรทรัพย์ของกลางตามฟ้อง โจทก์มิได้แถลงว่าพอใจตามที่จำเลยสารภาพหรือไม่ จึงต้องฟังพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบ เมื่อพิเคราะห์พยานแล้วเชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายจริงตามฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(3)(7)(8) และ 83 ให้จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานรับของโจร จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ 1 รับสารภาพว่ารับของโจร จึงมีความผิดฐานรับของโจร ส่วนจำเลยที่ 2 พยานโจทก์ยังไม่พอฟังลงโทษจึงพิพากษาแก้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ให้จำคุก 2 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดตามที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองในคดีนี้มีอัตราโทษซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดอัตราอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป ทั้งสองฐาน และศาลมิได้สั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การปฏิเสธเพื่อให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่ โจทก์มิได้แถลงยอมรับข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 แต่แถลงขอสืบพยานต่อไป การที่โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แสดงว่าหากข้อเท็จจริงฟังตามที่โจทก์ฟ้องในข้อหาใดข้อหาหนึ่ง โจทก์ย่อมพอใจหากโจทก์ประสงค์จะขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาฐานลักทรัพย์แล้ว โจทก์ก็ต้องฟ้องจำเลยทั้งสองมาในข้อหาฐานลักทรัพย์เพียงข้อหาเดียว จำเลยที่ 1 ซึ่งรับสารภาพก็คงเข้าใจอย่างเดียวกันนี้ จึงแถลงไม่สืบพยานศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรแล้ว ก็จะพิพากษาลงโทษฐานลักทรัพย์ไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังลงโทษ จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฎีกาโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1957/2515 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายสุวิทย์ ปานแจ่ม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - นายสุวิทย์ ปานแจ่ม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แปลก ศิงฆมานันท์ · ทองคำ จารุเหติ · วิกรม เมาลานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 824/2535ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 1368/2509ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 16889/2555ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 6863/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา