คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2326/2515
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงควรฟังเป็นอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นใหม่ เว้นแต่ข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันในศาลชั้นต้น
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงหาว่ายักยอกทรัพย์ศาลแขวงพิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นชี้ขาด แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงควรฟังเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่มิได้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียเองแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ฟังใหม่นั้นโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นได้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือ หาว่าจำเลยได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ทวงหนี้เงินตามเช็ค ๒๑,๐๐๐ บาท จำเลยทวงได้ ๒,๐๐๐ บาท แล้วยักยอกไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ และ ๓๕๓
จำเลยต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและจำเลยไม่ได้กระทำผิด
ศาลแขวงพระนครเหนือพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและวินิจฉัยอีกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องข้อแตกต่างเป็นข้อสารสำคัญ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้อง และว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้องเพียงรายละเอียดมิใช่ข้อสารสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ ที่สุดศาลอุทธรณ์ฟังว่าโจทก์มอบหมายให้ภรรยาโจทก์ไปว่าจ้างจำเลยดำเนินการทวงหนี้แทนโจทก์โดยมิได้กำหนดจำนวนค่าจ้างกันไว้ให้แน่นอน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่ามีการคิดค่าจ้างกันได้ตามธรรมเนียม และฟังว่า จำเลยได้ปฏิบัติการในทางการจ้างสำเร็จแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างจำนวน ๔,๑๕๐ บาท ฉะนั้น การที่จำเลยหักเงินที่ทวงหนี้มาได้ ๒,๐๐๐ บาทไว้เป็นการชำระค่าจ้างบางส่วน ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยขาดเจตนาทุจริต ไม่ต้องรับผิดทางอาญา พิพากษายืนในผลที่ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อสุดท้ายซึ่งเป็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาได้พิเคราะห์พยานโจทก์จำเลยแล้ว เห็นว่า โจทก์ได้มอบให้ภรรยาโจทก์มาว่าจ้างจำเลยทวงหนี้ตามเช็คจากลูกหนี้โจทก์ จำนวนเงินตามเช็ค ๒๑,๐๐๐ บาท โดยโจทก์ยินยอมออกค่าใช้จ่ายในการทวงหนี้และให้ค่าจ้างตามธรรมเนียม
ต่อมาจำเลยได้ไปทวงหนี้จากลูกหนี้ได้เงินสดมา ๒,๐๐๐ บาท และเปลี่ยนเป็นเช็คฉบับใหม่ จำนวนเงิน ๑๙,๐๐๐ บาท ปัญหาว่าจำเลยยักยอกเงิน ๒,๐๐๐ บาท หรือไม่นั้น ศาลฎีกาเชื่อว่าภรรยาโจทก์ได้ยอมให้จำเลยหักเงินดังกล่าวไว้เป็นค่าจ้างในการทวงหนี้รายนี้บางส่วนเมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยจริง และภรรยาโจทก์ยอมให้จำเลยหักไว้เป็นค่าจ้างบางส่วน ตามข้อต่อสู้ของจำเลย หาใช่จำเลยยักยอกเงินจำนวนนี้ไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2326/2515
นายซ้อน ฉางวัง โจทก์
นายธีระยุทธ ไกรณรงค์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายซ้อน ฉางวัง · จำเลย - นายธีระยุทธ ไกรณรงค์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุธรรม วรรณแสง · วิกรม เมาลานนท์ · ชวน พูนคำ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายมงคล เปาอินทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายคมกริช นุรักษ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา