⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2326/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2326/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงควรฟังเป็นอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นใหม่ เว้นแต่ข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันในศาลชั้นต้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงหาว่ายักยอกทรัพย์ศาลแขวงพิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นชี้ขาด แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงควรฟังเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่มิได้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียเองแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ฟังใหม่นั้นโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นได้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.219 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.22

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือ หาว่าจำเลยได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ทวงหนี้เงินตามเช็ค ๒๑,๐๐๐ บาท จำเลยทวงได้ ๒,๐๐๐ บาท แล้วยักยอกไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ และ ๓๕๓ จำเลยต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและจำเลยไม่ได้กระทำผิด ศาลแขวงพระนครเหนือพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและวินิจฉัยอีกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องข้อแตกต่างเป็นข้อสารสำคัญ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้อง และว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้องเพียงรายละเอียดมิใช่ข้อสารสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ ที่สุดศาลอุทธรณ์ฟังว่าโจทก์มอบหมายให้ภรรยาโจทก์ไปว่าจ้างจำเลยดำเนินการทวงหนี้แทนโจทก์โดยมิได้กำหนดจำนวนค่าจ้างกันไว้ให้แน่นอน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่ามีการคิดค่าจ้างกันได้ตามธรรมเนียม และฟังว่า จำเลยได้ปฏิบัติการในทางการจ้างสำเร็จแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างจำนวน ๔,๑๕๐ บาท ฉะนั้น การที่จำเลยหักเงินที่ทวงหนี้มาได้ ๒,๐๐๐ บาทไว้เป็นการชำระค่าจ้างบางส่วน ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยขาดเจตนาทุจริต ไม่ต้องรับผิดทางอาญา พิพากษายืนในผลที่ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อสุดท้ายซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาได้พิเคราะห์พยานโจทก์จำเลยแล้ว เห็นว่า โจทก์ได้มอบให้ภรรยาโจทก์มาว่าจ้างจำเลยทวงหนี้ตามเช็คจากลูกหนี้โจทก์ จำนวนเงินตามเช็ค ๒๑,๐๐๐ บาท โดยโจทก์ยินยอมออกค่าใช้จ่ายในการทวงหนี้และให้ค่าจ้างตามธรรมเนียม ต่อมาจำเลยได้ไปทวงหนี้จากลูกหนี้ได้เงินสดมา ๒,๐๐๐ บาท และเปลี่ยนเป็นเช็คฉบับใหม่ จำนวนเงิน ๑๙,๐๐๐ บาท ปัญหาว่าจำเลยยักยอกเงิน ๒,๐๐๐ บาท หรือไม่นั้น ศาลฎีกาเชื่อว่าภรรยาโจทก์ได้ยอมให้จำเลยหักเงินดังกล่าวไว้เป็นค่าจ้างในการทวงหนี้รายนี้บางส่วนเมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยจริง และภรรยาโจทก์ยอมให้จำเลยหักไว้เป็นค่าจ้างบางส่วน ตามข้อต่อสู้ของจำเลย หาใช่จำเลยยักยอกเงินจำนวนนี้ไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2326/2515 นายซ้อน ฉางวัง โจทก์ นายธีระยุทธ ไกรณรงค์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายซ้อน ฉางวัง · จำเลย - นายธีระยุทธ ไกรณรงค์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุธรรม วรรณแสง · วิกรม เมาลานนท์ · ชวน พูนคำ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายมงคล เปาอินทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายคมกริช นุรักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4226/2539ฎีกา 2360/2539ฎีกา 700/2506ฎีกา 3805/2528ฎีกา 2875/2547ฎีกา 3863/2525ฎีกา 2302/2535ฎีกา 101/2482ฎีกา 1689/2566ฎีกา 1533/2530ฎีกา 218/2555ฎีกา 1211/2536ฎีกา 483/2520ฎีกา 452/2532ฎีกา 193/2495ฎีกา 1173/2530ฎีกา 2803/2535ฎีกา 1045/2506ฎีกา 1782/2493ฎีกา 2826/2524ฎีกา 1622/2513ฎีกา 1893/2533ฎีกา 2365/2537ฎีกา 2816/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา