⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 247/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 247/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยศาลได้พิเคราะห์ฟ้องประกอบรายงานแพทย์ที่ประมาณการรักษาเกินกว่า 20 วันแล้ว ถือว่าจำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาแล้ว ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามที่รับสารภาพได้

ย่อคำพิพากษา

ในคดีที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจไม่ได้ตามปกติเกินกว่า 20 วัน แม้ผู้ว่าคดีจะนำจำเลยมาฟ้องหลังจากเกิดเหตุได้ 9 วัน ซึ่งยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแน่นอนว่าผู้เสียหายจะป่วยเจ็บหรือประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่า 20 วันหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ฟ้องประกอบบันทึกบาดแผลตามรายงานชันสูตรของแพทย์ ซึ่งประมาณการรักษาไว้เป็นเวลา 45 วัน ซึ่งต้องถือว่าจำเลยได้รับสารภาพโดยพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามฟ้องทั้งหมดนี้ด้วยแล้ว ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยซึ่งให้การรับสารภาพตามฟ้องไปได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.300 ประมวลกฎหมายอาญา ม.390 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.20

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง กล่าวคือ จำเลยขับรถเลี้ยวขวาโดยไม่ดูความปลอดภัยทางหน้าให้ดีเสียก่อน จึงเป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก.ท.ท.๗๗๕๒ ได้รับความเสียหายและเป็นเหตุให้นางเรียม ขำขัน นางแก้ว วงษ์ยะลา และพลฯ สืบ แสงหะตา ผู้โดยสารมาในรถคันดังกล่าวได้รับอันตรายแก่กายถึงบาดเจ็บ และบาดเจ็บสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วันตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๔๗๗ มาตรา ๒๙(๔), ๖๖ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๗, ๑๓ และประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๙๐, ๓๐๐ จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ ซึ่งเป็นบทหนัก รับลดกึ่งให้จำคุก ๔ เดือน จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๐ ไม่ได้ และขอให้รอการลงโทษจำเลย เพราะจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และได้ใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสามคนเป็นที่พอใจเป็นเงิน ๒,๕๐๐ บาทแล้ว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สำหรับบาดแผลของนางเรียมซึ่งได้รับบาดเจ็บมากกว่าผู้อื่นตามใบชันสูตรของแพทย์ที่ว่า ที่ศีรษะด้านหลังแถบซ้ายเจาะเส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งเซนติเมตรโลหิตไหล ข้อมือซ้ายบวมและปวด หน้าแข้งซ้ายปวดบวม เหนือเข่าทั้งสองข้างเขียว และกระดูกแขนซ้ายหัก รวม ๕ แผลลักษณะบาดแผลถูกของแข็งไม่ได้รักษาตัวในโรงพยาบาล แต่กลับไปรักษาและพักผ่อนประมาณ ๔๕ วัน รวมเวลาการรักษาประมาณ ๔๕ วัน แต่โจทก์มาฟ้องหลังจากเกิดเหตุเพียง ๙ วัน ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องยังรับฟังเช่นนั้นไม่ได้ แม้จำเลยจะรับตามฟ้องก็ตาม นอกจากนั้นยังปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสามกับจำเลยได้มาตกลงกันที่สถานีตำรวจต่อหน้าพนักงานสอบสวน แสดงว่า นางเรียมหาต้องทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ๒๐ วันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วันไม่ คดีคงฟังได้เพียงว่า นางเรียมได้รับบาดเจ็บตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๐ เช่นเดียวกับผู้เสียหายอีกสองคนนั้นพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๙๐ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดให้จำคุกจำเลย ๑ เดือน รับสารภาพลดอีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๕ วัน แต่เห็นว่าจำเลยได้ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญให้เป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหายทั้งสาม และโดยเหตุผลทั่ว ๆ ไปแล้ว จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้นี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่าศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามโจทก์ฟ้องได้อันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ได้บรรยายลักษณะบาดแผลของนางเรียมผู้เสียหายและอ้างความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรว่ารักษาประมาณ๔๕ วัน โจทก์ได้กล่าวในฟ้องด้วยว่านางเรียมได้รับอันตรายแก่กายถึงบาดเจ็บสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน ซึ่งจำเลยก็ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้อง และคำให้การของจำเลยดังกล่าวมา แม้โจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยและจำเลยให้การรับเมื่อภายหลังวันเกิดเหตุเพียง ๙ วันยังไม่เกิน ๒๐ วัน ศาลก็ฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การรับได้ โดยถือว่าจำเลยได้อาศัยพิเคราะห์ตามลักษณะบาดแผลและความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลแล้ว จึงได้ยอมรับข้อเท็จจริงตามนั้นโจทก์ไม่ต้องนำสืบพยานต่อไป เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับให้โจทก์ต้องนำพยานมาสืบในคดีเช่นนี้ ส่วนที่ว่าในวันฟ้องนั้นผู้เสียหายมารับเงินค่าเสียหายยังสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งได้ ก็ไม่หมายความว่านางเรียมผู้เสียหายไม่ได้ป่วยเจ็บทุพพลภาพประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง และคำรับสารภาพของจำเลยได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายและอัตราโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ มีกำหนด ๒ ปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 247/2515 ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ โจทก์ นายเกียรติ พัฒนวิทยากุล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ · จำเลย - นายเกียรติ พัฒนวิทยากุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสาท สุคนธมาน · อัศนี เกาไศยนันท์ · ประพนธ์ ศาตะมาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายกระสินธ์ นันทกิจ · ศาลอุทธรณ์ - นายอุทัย ศุภนิตย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 688/2467ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 4573/2528ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 6505/2555ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา