⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1133/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1133/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่เป็นตัวการต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ตัวแทนได้กระทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนนั้น.

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพลาธิการกองพลทหารม้า สั่งให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นพลขับและสังกัดอยู่ในกองพลเดียวกัน ขับรถยนต์ของทางราชการกองพลทหารม้าไปขนปูนซิเมนต์ให้วัดซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการวัดอยู่ด้วยกิจการดังกล่าวมิใช่ราชการของกองทัพบกจำเลยที่ 3 ทั้งมิได้เกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 1 แต่ประการใด ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่2 เป็นตัวการและจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในกิจการนี้โดยปริยายเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กลับกองพลทหารม้าได้ชนรถยนต์โจทก์เสียหายถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นตัวการย่อมต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำไปนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 427 ประกอบด้วยมาตรา 820 (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 32/2515) แม้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จะเป็นข้าราชการทหารสังกัดอยู่ในกองพลทหารม้าซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของกองทัพบกจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่การขนปูนซิเมนต์ดังกล่าวข้างต้นเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 2 มิได้เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลยที่ 3แต่อย่างไร การใช้รถยนต์ของทางราชการก็ดี การเติมน้ำมันของทางราชการก็ดี หาทำให้กิจการส่วนตัวจำเลยที่ 2 กลายเป็นงานราชการของจำเลยที่ 3 ไปไม่ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่โจทก์ ในเรื่องค่าเสื่อมราคารถยนต์ของโจทก์ซึ่งเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้นั้น แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาก็ตาม เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรลดจำนวน ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ฎีกา ศาลฎีกาอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 245 (1), 247 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พิพากษาให้จำเลยที่ 1รับผิดเท่ากับจำเลยที่ 2 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.427 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.820

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นทหารประจำกองพลทหารม้า กองทัพบกกระทรวงกลาโหม อยู่ในบังคับบัญชาโดยตรงของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีหน้าที่เป็นพลขับ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ได้ขับรถยนต์ของราชการกองพลทหารม้าโดยคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ไปขนปูนซิเมนต์ที่ท่าสาธุประดิษฐ์ไปส่งที่วัดนครป่าหมากเสร็จงานแล้วจำเลยที่ ๑ ขับรถกลับกองพลทหารม้าด้วยความประมาทชนรถยนต์แท็กซี่และรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ขับได้พุ่งเข้าชนรถยนต์ของโจทก์พังเสียหาย โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ไม่มีอำนาจสั่งการให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติได้ จำเลยที่ ๒ ไม่ได้สั่งให้จำเลยที่ ๑นำรถไปขนปูนซิเมนต์ดังฟ้อง จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขับรถโดยประมาท เหตุเกิดเพราะความประมาทของนายเฉลิมคนขับรถแท็กซี่ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินกว่าความจริง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดในผลการละเมิดของจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่า การที่จำเลยที่ ๒ สั่งให้จำเลยที่ ๑ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปขนปูนซิเมนต์ให้วัดนครป่าหมากซึ่งจำเลยที่ ๒เป็นกรรมการวัดและกิจการดังกล่าวมิใช่เป็นราชการของกองทัพบกจำเลยที่ ๓ทั้งมิได้เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ แต่ประการใดนั้น ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นตัวการและจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ในกิจการนี้โดยปริยาย เมื่อจำเลยที่ ๑ขับรถยนต์ไปขนปูนซิเมนต์ให้วัดนครป่าหมากแล้ว ระหว่างขับรถยนต์กลับกองพลทหารม้า ได้ชนรถยนต์โจทก์เสียหายจึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ทำละเมิดภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นตัวการย่อมต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวแทนในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๑ ทำไปนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๗ ประกอบด้วยมาตรา ๘๒๐ แม้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ จะเป็นข้าราชการทหาร สังกัดอยู่ในกองพลทหารม้าซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของจำเลยที่ ๓ ก็ตาม แต่การขนปูนซิเมนต์เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ซึ่งปฏิบัติไปในฐานะเป็นกรรมการของวัดนครป่าหมากมิได้เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในทางราชการของจำเลยที่ ๓ แต่อย่างใด การใช้รถยนต์ของราชการก็ดี การเติมน้ำมันของทางราชการก็ดี หาทำให้กิจการส่วนตัวของจำเลยที่ ๒กลายเป็นงานราชการของจำเลยที่ ๓ ไปไม่ จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๑ ก่อขึ้นแก่โจทก์ ในเรื่องเสื่อมราคารถยนต์ของโจทก์ซึ่งเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้นั้นแม้ว่าจำเลยที่ ๑ มิได้อุทธรณ์ฎีกาก็ตาม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๔๕ (๑), ๒๔๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์เพียง ๕,๐๐๐ บาทเช่นเดียวกับจำเลยที่ ๒ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดในผลละเมิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา เว้นแต่ในเรื่องค่าเสื่อมราคารถยนต์ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสองรับผิดเพียง ๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1133/2516 นายมานิตย์ เอี่ยมสรรพางค์ โจทก์ สิบโทโอภาส กฤษณ์ปัญญา ที่ 1 พันโทเจิม เอี่ยมหงษ์เหม ที่ 2 กองทัพบก โดยพลเอกประภาส จารุเสถียร ผู้บัญชาการทหารบก ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมานิตย์ เอี่ยมสรรพางค์ · 2 - สิบโทโอภาส กฤษณ์ปัญญา ที่ 1 พันโทเจิม เอี่ยมหงษ์เหม ที่ · จำเลย - กองทัพบก โดยพลเอกประภาส จารุเสถียร ผู้บัญชาการทหารบก ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานินทร์ กรัยวิเชียร · อุดม เพชรคุปต์ · พิชัย รชตะนันทน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายจำรูญ แย้มงามเหลือ · ศาลอุทธรณ์ - นายรัตน์ ศรีไกรวิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 6/2475ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8735/2542ฎีกา 7335/2538ฎีกา 6911/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 158/2509ฎีกา 713/2512ฎีกา 2170/2517ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2801/2527ฎีกา 4484/2536ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา