⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 38/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาคดีอาญาว่าจำเลยเบิกความเท็จ ไม่ทำให้คำพิพากษาคดีแพ่งที่ถึงที่สุดแล้วต้องสิ้นผลไป และการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ แม้ภายหลังจะถูกพิพากษาว่าเบิกความเท็จในคดีเดิม ก็ไม่ถือเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและละเมิดต่อลูกหนี้ หากเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะกระทำเช่นนั้นได้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นเจ้าหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้นให้จำเลย จำเลยย่อมมีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ แม้ภายหลังโจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา และศาลพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล และความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีแพ่งเกี่ยวกับอายุความที่โจทก์ตัดฟ้องไว้คำพิพากษาคดีอาญาในเรื่องที่จำเลยเบิกความเท็จ ก็หามีผลลบล้างคำพิพากษาในคดีแพ่งไม่ จำเลยอาจกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามผลแห่งคำพิพากษาคดีอาญา แต่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน เพราะเหตุจำเลยเบิกความเท็จ กลับฟ้องคดีโดยมีมูลฟ้องว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องนั้นขาดอายุความแล้ว และจำเลยเบิกความเท็จเกี่ยวกับวันตายของผู้กู้เงิน จนศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเบิกความเท็จคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยยังแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ที่จำเลยยึดไว้อีก เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ดังนี้จำเลยมีสิทธิที่จะกระทำเช่นนั้นได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยขอประกาศขายทรัพย์สินที่ยึดภายหลังจากจำเลยรู้ว่าจำเลยมีความผิดในคดีอาญา เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและละเมิดต่อโจทก์ การยึดทรัพย์เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ไม่เป็นลาภมิควรได้และการถอนการบังคับคดีจะพึงกระทำได้ก็ต้องขอและว่ากล่าวกันแต่ในคดีเดิมเมื่อมีกรณีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.295 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.406 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งจำเลยได้ยึดไว้ในฐานะที่โจทก์เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งแดงที่ ๔๓/๒๕๐๙ ของศาลจังหวัดมหาสารคาม จำเลยกระทำโดยรู้อยู่แล้วว่าทรัพย์สินนั้นจำเลยได้มาโดยไม่สุจริตและจะต้องคืนให้โจทก์ เพราะจำเลยเบิกความเท็จอันเป็นข้อสำคัญต่อศาล โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาศาลจังหวัดมหาสารคามและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องจำเลยฟังคำพิพากษาแล้วจึงได้ขอให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้ทรัพย์สินหรือสิทธิของโจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยถอนการยึดทรัพย์ ให้คืนทรัพย์สินตามบัญชีท้ายฟ้องแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและประกาศขายทรัพย์สินของโจทก์เพื่อใช้หนี้ตามคำพิพากษาโดยสุจริต ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความแล้วสั่งงดสืบพยาน พิพากษาให้จำเลยแจ้งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้ถอนการยึดทรัพย์ของโจทก์ที่ ๑และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๒ โจทก์ที่ ๒ และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๑ เสียด้วย โจทก์ทั้งสองฎีกา คดีได้ความว่า นางสาวอุดม สืบโมรา จำเลย ได้มอบอำนาจให้นายบุญตา จันทรศิริ ฟ้องนางหยู่ แก้วสียา โจทก์ที่ ๑ และนายบุญมานายเชียงใต้ โจทก์ที่ ๒ ตามสำนวนคดีแพ่งของศาลชั้นต้นหมายเลขดำที่ ๑๓๙/๒๕๐๘ หมายเลขแดงที่ ๔๓/๒๕๐๙ ว่านายบุญ แก้วสียา สามีโจทก์ที่ ๑ได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไปจากจำเลย ๒๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ทำหนังสือสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันนายบุญ แล้วนายบุญผิดนัดไม่ใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยขอให้บังคับโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้รับมรดกของนายบุญ และบังคับโจทก์ที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน ให้ใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยแก่จำเลย โจทก์ทั้งสองให้การปฏิเสธต่อสู้คดีหลายประการ และตัดฟ้องว่าจำเลยรู้ดีว่านายบุญตายเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยในคดีเรื่องนั้น โจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ใช้เงินตามฟ้องพร้อมด้วยดอกเบี้ย โจทก์ขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดแล้ว แต่ยังไม่มีการขายทอดตลาด เพราะโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาตามสำนวนคดีอาญาของศาลชั้นต้นหมายเลขดำที่ ๑๑๓/๒๕๑๐ หมายเลขแดงที่ ๓๙๓/๒๕๑๐ หาว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๓๙/๒๕๐๘ หมายเลขแดงที่ ๔๓/๒๕๐๙ โดยจำเลยรู้ว่านายบุญตายวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๖ แต่จำเลยเบิกความว่านายบุญตายเมื่อไรจำเลยไม่ทราบศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาว่าจำเลยไปดูศพนายบุญในวันที่นายบุญตายเอาเงินไปช่วยทำบุญ และจำเลยไปเผาศพนายบุญในวันรุ่งขึ้น แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ ให้จำคุก ๕ เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้๒ ปี คดีถึงที่สุด จำเลยฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๑๑ต่อมาวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๑๒ จำเลยยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไว้ ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศขายทอดตลาดแล้วแต่โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งงดขายทอดตลาดไว้รอฟังคำพิพากษาคดีนี้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเจ้าหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นหมายเลขดำที่ ๑๓๙/๒๕๐๘ หมายเลขแดงที่ ๔๓/๒๕๐๙ เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้นให้จำเลยจำเลย ย่อมมีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ แม้จะปรากฏภายหลังว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๓/๒๕๑๐ หมายเลขแดงที่ ๓๙๓/๒๕๑๐และศาลพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลในคดีแพ่ง และความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีแพ่งเกี่ยวกับอายุความที่โจทก์ได้ตัดฟ้องไว้ คำพิพากษาคดีอาญาในเรื่องที่จำเลยเบิกความเท็จไม่มีผลลบล้างคำพิพากษาในคดีแพ่ง จำเลยอาจกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามผลแห่งคำพิพากษาในคดีอาญา แต่เป็นที่เห็นได้จากฟ้องและฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มิได้ฟ้องคดีนี้เรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุจำเลยเบิกความเท็จ โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีมูลฟ้องว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๓๙/๒๕๐๘ หมายเลขแดงที่ ๔๓/๒๕๐๙ ขาดอายุความแล้วและจำเลยเบิกความเท็จเกี่ยวกับวันตายของนายบุญผู้กู้ จนศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเบิกความเท็จ คดีถึงที่สุดแล้วจำเลยยังแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ที่จำเลยยึดไว้อีกจึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ เช่นนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมีสิทธิที่จะกระทำเช่นนั้นได้ยังถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยขอประกาศขายทรัพย์สินที่ยึดภายหลังจากจำเลยรู้ว่าจำเลยมีความผิดในคดีอาญา เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและละเมิดต่อโจทก์กรณีตามฟ้องเป็นการยึดทรัพย์เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาไม่เป็นลาภมิควรได้และการถอนการบังคับคดีจะพึงกระทำได้ก็จะต้องขอและว่ากล่าวกันแต่ในคดีเดิมเมื่อมีกรณีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๕ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ตามมูลกรณีที่ถูกต้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2516 นางหยู่ แก้วสียา ที่ 1 นายบุญมา นามเชียงใต้ ที่ 2 โจทก์ นางสาวอุดม สืบโมรา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางหยู่ แก้วสียา ที่ 1 นายบุญมา นามเชียงใต้ ที่ 2 · จำเลย - นางสาวอุดม สืบโมรา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประพจน์ ถิระวัฒน์ · ดวง ดีวาจิน · ชลอ จามรมาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายศักดา โมกขมรรคกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายสมบัติ วังตาล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 795/2543ฎีกา 4976/2536ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1538/2518ฎีกา 4590/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2345/2540ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 161/2507ฎีกา 307/2513ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 4484/2536ฎีกา 226/2532ฎีกา 7732/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา