⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1334/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1334/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อที่ดินถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวง และที่ดินส่วนที่เหลือมีราคาสูงขึ้นเป็นพิเศษ ให้บังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ โดยนำราคาที่ดินที่สูงขึ้นนั้นหักกับค่าทดแทนที่ต้องจ่าย.

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล ทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์มีราคาสูงขึ้นเป็นพิเศษ กรณีนี้พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2482 ไม่มีบทบัญญัติโดยเฉพาะ มาตรา 42 บัญญัติให้บังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 ซึ่งมาตรา 14บัญญัติให้เอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักกับค่าทดแทน จำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำราคาที่ดินที่ทวีขึ้นเพราะการตัดถนนตามพระราชบัญญัติเวนคืนมาหักกับเงินค่าทำขวัญซึ่งจะจ่ายแก่โจทก์ได้ การเรียกเงินค่าทำขวัญตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2482 กับการขอรับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 เป็นคนละกรณีกัน เพราะตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2482 นั้น เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ แม้จะยังไม่ได้ชำระค่าทำขวัญ และการกำหนดค่าทำขวัญ มาตรา 53 ก็ให้กำหนดเท่าราคาทรัพย์สินตามราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดในวันที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาเวนคืน แต่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 เจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ต้องเวนคืนได้ก็ต่อเมื่อได้ใช้เงินหรือวางเงินทดแทน การกำหนดค่าทดแทนก็ให้ตกลงราคากันก่อนตามมาตรา 22 หากตกลงกันไม่ได้ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือกำหนดราคาเด็ดขาดไปให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบตามมาตรา 23 ถ้าไม่มีคำสนองรับจากเจ้าของที่ดิน แต่ละฝ่ายจึงมีสิทธิขอเสนอตั้งอนุญาโตตุลาการ ถ้าผู้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนไม่เสนอขอตั้งอนุญาโตตุลาการดังกล่าวภายในหกเดือน จึงให้ถือราคาเด็ดขาดที่เจ้าหน้าที่เสนอเป็นค่าทดแทนตามมาตรา 24 การกำหนดค่าทดแทนมีวิธีการเป็นลำดับดังกล่าวแล้ว ซึ่งเป็นคนละอย่างกับวิธีการเรียกเงินค่าทำขวัญ ฉะนั้น ในการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2482 จะนำบทบัญญัติมาตรา 23 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 มาใช้บังคับหาได้ไม่ การเรียกดอกเบี้ยตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 นั้น เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติไว้ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ใช้ค่าทดแทน จะนำมาบังคับในกรณีเรียกค่าทำขวัญมิได้ แต่เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าทำขวัญที่ดินจากจำเลยและโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามกำหนดเวลาให้จำเลยชำระเงินแล้ว จำเลยไม่ยอมชำระ จึงเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์ย่อมคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2482 ม.42 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2482 ม.53 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 ม.14 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 ม.22 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 ม.23 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 ม.24 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 ม.30

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี ๒๕๐๘ ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลในท้องที่ตำบลบางกะปิและตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พ.ศ. ๒๕๐๘ กำหนดให้จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน จำเลยที่ ๑ ได้เข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ประมาณ ๖๕๒.๑๘ ตารางวา โจทก์ขอรับเงินค่าทำขวัญตารางวาละ ๑,๐๐๐ บาท แต่จำเลยเสนอราคาให้เพียงตารางวาละ ๒๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินค่าทำขวัญกับค่าเสียหายถึงวันฟ้องรวม ๗๗๒,๐๕๕.๕๖ บาท ให้โจทก์ และดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง จำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเพียง ๔๕๖.๓๘ ตารางวา ราคาธรรมดาตารางวาละ ๒๐๐ บาทเท่านั้น จำเลยเสนอราคาเด็ดขาด โจทก์มิได้เสนอตั้งอนุญาโตตุลาการ จึงถือตามราคาที่จำเลยเสนอ ดอกเบี้ยโจทก์ไม่มีสิทธิเรียก และการเวนคืนทำให้ที่ดินโจทก์มีราคาสูงขึ้น จำเลยมีสิทธิเอาราคาที่สูงมาหักกับค่าทำขวัญได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้เงินค่าทำขวัญอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนเป็นเงิน ๔๔๒,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๑๐ จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยให้โจทก์กับตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๑๑ เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดสำหรับที่ดินโจทก์ในวันประกาศใช้พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลฯ พ.ศ. ๒๕๐๘ ควรเป็นราคา ๘๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ บาท ส่วนปัญหาที่ว่า การสร้างถนนเพชรบุรีตัดผ่านที่ดินโจทก์ ทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์มีราคาสูงขึ้นเป็นพิเศษ จำเลยจะมีสิทธิตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๔๘๒ และมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่จะนำราคาที่ทวีสูงขึ้นมาหักกับค่าทำขวัญได้หรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ และได้ยกขึ้นว่ากล่าวในอุทธรณ์และฎีกาตลอดมา แม้ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยถึงศาลฎีกาก็รับวินิจฉัยในข้อนี้ได้ในปัญหาเรื่องจะนำราคาที่ดินที่ทวีขึ้นสูงเพราะพระราชบัญญัติเวนคืนมาหักกับค่าทำขวัญได้หรือไม่นั้นพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๔๘๒ ไม่มีบทบัญญัติโดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ตามความในมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๔๘๒ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๑๔ บัญญัติว่า "เงินค่าทดแทนที่จะให้แก่เจ้าของตามมาตรา ๑๑ นั้น ฯลฯ ถ้าการงานหรือกิจการอย่างใดที่ทำไปในการเวนคืนได้กระทำให้ทรัพย์สินที่เหลืออยู่นั้นมีราคาสูงขึ้นเป็นพิเศษในขณะนั้น ให้เอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักกับค่าทดแทน แต่ไม่ให้ถือว่าราคาทรัพย์สินที่ทวีขึ้นนั้นสูงไปกว่าจำนวนเงินค่าทดแทนเพื่อจะให้เจ้าของทรัพย์สินต้องกลับใช้เงินอีก ฯลฯ" ตามบทกฎหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าจำเลยมีสิทธิที่จะนำราคาที่ดินที่ทวีขึ้นเพราะการตัดถนนตามพระราชบัญญัติเวนคืนมาหักกับเงินค่าทำขวัญได้ ส่วนข้อที่ว่าจำเลยมีสิทธิจะนำราคาที่ทวีขึ้นมาหักกับเงินค่าทำขวัญได้ในจำนวนเท่าใดนั้น โจทก์จำเลยนำสืบรับกันว่า การตัดถนนทำให้ที่ดินบริเวณที่ถนนตัดผ่านนั้นเจริญขึ้นและมีราคาสูงขึ้น แต่จำเลยนำสืบไม่ได้ว่าราคาที่ดินที่ทวีขึ้นเพราะการตัดถนนเพชรบุรีตัดใหม่ตามพระราชบัญญัติเวนคืนสูงขึ้นเป็นจำนวนเท่าไร ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ตามสภาพราคาธรรมดาของที่ดินที่ซื้อขายกันในท้องตลาด สภาพและทำเลที่ดินโจทก์ประกอบกับพฤติการณ์ทั่ว ๆ ไป รวมทั้งคิดหักราคาที่ดินที่ทวีขึ้นเพราะการตัดถนนเท่าที่ควรจะเป็นแล้ว เห็นว่าค่าทำขวัญสำหรับที่ดินโจทก์ที่ถูกตัดถนนควรเป็นราคาตารางวาละ ๖๕๐ บาท ที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืนมีเนื้อที่ ๔๔๒ ตารางวา จึงเป็นเงินค่าทำขวัญ ๒๘๗,๓๐๐ บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดราคาค่าทำขวัญที่ดินให้โจทก์ตารางวาละ ๑,๐๐๐ บาทนั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า การเรียกเงินค่าทำขวัญตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๔๘๒ และการขอรับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นคนละกรณีกัน เพราะตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๔๘๒ นั้น เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ แม้จะยังไม่ได้ชำระค่าทำขวัญ สำหรับการกำหนดค่าทำขวัญตามมาตรา ๕๓ ก็ให้กำหนดเท่าราคาทรัพย์สินตามราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดในวันที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาเวนคืน แต่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๔๙๗ เจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ต้องเวนคืนได้ ก็ต่อเมื่อได้ใช้เงินหรือวางเงินทดแทน การกำหนดค่าทดแทนก็ให้ตกลงราคากันก่อนตามมาตรา ๒๒ หากตกลงกันไม่ได้ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือกำหนดราคาเด็ดขาดไปให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบตามมาตรา ๒๓ ถ้าไม่มีคำสนองรับจากเจ้าของที่ดินแต่ละฝ่ายจึงมีสิทธิขอเสนอตั้งอนุญาโตตุลาการ ถ้าผู้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนไม่เสนอขอตั้งอนุญาโตตุลาการดังกล่าวภายในหกเดือน จึงให้ถือราคาเด็ดขาดที่เจ้าหน้าที่เสนอเป็นค่าทดแทนตามมาตรา ๒๔การกำหนดค่าทดแทนมีวิธีการเป็นลำดับดังกล่าวแล้ว จึงเป็นเรื่องที่พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๔๘๒ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๔๙๗ บัญญัติถึงวิธีการเรียกเงินค่าทำขวัญและค่าทดแทนไว้คนละอย่างกัน เมื่อการเวนคืนรายนี้เป็นการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล ก็ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๔๘๒ จะนำบทบัญญัติมาตรา ๒๓ และ ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๔๙๗ มาใช้บังคับหาได้ไม่ ส่วนปัญหาเรื่องดอกเบี้ย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเรียกดอกเบี้ยตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๔๙๗ นั้น เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติไว้ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ใช้ค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๔๙๗ จะนำมาบังคับในกรณีเรียกค่าทำขวัญคดีนี้ไม่ได้ เมื่อฟังว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าทำขวัญที่ดินจากจำเลยได้ในราคาตารางวาละ ๖๕๐ บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามกำหนดเวลาให้จำเลยชำระเงินแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.๖ จำเลยไม่ยอมชำระ โดยยืนคำจะให้ค่าทำขวัญในราคาตารางวาละ ๒๐๐ บาท จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์ย่อมคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๑๑ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดเวลาที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินค่าทำขวัญ ตามเอกสารหมาย จ.๖ ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และในกรณีนี้โจทก์จะคิดดอกเบี้ยนับจากวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๑๐ ที่โจทก์ยื่นหนังสือขอรับค่าทำขวัญตามเอกสารหมาย จ.๔ ดังที่โจทก์ฎีกามามิได้ เพราะตามเอกสารหมาย จ.๔ ดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้แต่อย่างใด พิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินค่าทำขวัญอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนเป็นเงิน ๒๘๗,๓๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1334/2517 นางยูไบดา ยามาลี และนางสาวโกสุม ยามาลี ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นายอรุณ ยามาลี หรืออารุณ บินหะยียามัน ผู้ตาย โดยเรืออากาศตรีบุรินทร์ ยามาลี ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ เทศบาลนครกรุงเทพ ที่ 1 พลเรือตรีชลิต กุลกำม์ธร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความในฐานะผู้จัดการมรดกของ - นางยูไบดา ยามาลี และนางสาวโกสุม ยามาลี · ผู้ตาย - นายอรุณ ยามาลี หรืออารุณ บินหะยียามัน · โจทก์ - โดยเรืออากาศตรีบุรินทร์ ยามาลี ผู้รับมอบอำนาจ · กุลกำม์ธร - เทศบาลนครกรุงเทพ ที่ 1 พลเรือตรีชลิต · จำเลย -
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กฤษณ์ โสภิตกุล · ยงยุทธ เลอลภ · อุดม จาละ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายขจร โรจนวิภาค · ศาลอุทธรณ์ - ม.ร.ว. พูน ศรีธวัช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 1781/2509ฎีกา 8396/2538ฎีกา 4623/2540ฎีกา 4225/2529ฎีกา 2843/2546ฎีกา 2384/2536ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 3295/2533ฎีกา 6164/2533ฎีกา 5887/2537ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 4563/2557ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2794/2526ฎีกา 1776/2541ฎีกา 7633/2550ฎีกา 75/2481ฎีกา 10881/2546ฎีกา 2431/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา