คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2222/2517
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องและยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่อเนื่องกัน ถือเป็นการกระทำที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง แม้ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีที่ฟ้องนั้นเสียแล้วก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้อง และ ต่อมาได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่อเนื่องเกี่ยวโยงกัน เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173แม้ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีที่ฟ้องนั้นเสีย จำเลยก็ไม่อาจยกอายุความขึ้นใช้ยันโจทก์ได้
ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 25ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ มิใช่มีอำนาจสั่งงดการพิจารณาไว้อย่างเดียวโจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คจากจำเลยที่ 1 ต่อมาศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดในคดีอื่นและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1แม้โจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะต้องสอบสวนและทำความเห็นเสนอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 105, 106เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ของจำเลยที่ 1ไว้ในคดีล้มละลายด้วย การพิจารณาคดีของจำเลยที่ 1ต่อไปจึงไม่เป็นประโยชน์ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 เสียได้ ตามมาตรา 25 ตอนท้าย คำสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้มิใช่สั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132
ระหว่างที่คดีโจทก์อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแม้โจทก์จะขอถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายและได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้วก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยชอบแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 ต่อไป ตามคำร้องของโจทก์ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ ๒ ในฐานผู้สลักหลัง ให้ร่วมรับผิดตามเช็ค ภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้วปรากฏว่าศาลแพ่งได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เด็ดขาดในคดีล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเข้าดำเนินคดีและให้การแทนจำเลยที่ ๑ ว่า หนี้ดังกล่าวเกิดจากการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิด และโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามเช็คดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว การที่ศาลดำเนินการพิจารณาคดีนี้ต่อไป ก็ไม่มีประโยชน์ ขอให้ยกฟ้องหรือจำหน่ายคดีของโจทก์เสีย
จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดหลายประการ
ในวันชี้สองสถาน โจทก์แถลงรับว่าศาลแพ่งได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เด็ดขาดแล้ว และโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้แล้ว
ศาลชั้นต้นสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑ ให้นัดชี้สองสถานคดีเกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ต่อไป
โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนจำเลยที่ ๑ก็โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓มาตรา ๒๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๕ ซึ่งในมาตรา ๒๕ นั้น บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะมีคำขอต่อศาล และศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีของจำเลยที่ ๑ ไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ มิใช่มีอำนาจสั่งงดการพิจารณาไว้อย่างเดียว กรณีของจำเลยที่ ๑ นี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยื่นคำร้องและคำให้การไว้ว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ไว้แล้ว แม้โจทก์คดีนี้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะต้องสอบสวนและทำความเห็นเสนอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๕, ๑๐๖อยู่แล้ว การพิจารณาคดีของจำเลยที่ ๑ ต่อไปจึงไม่เป็นประโยชน์ ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยที่ ๑ เสียได้ตามมาตรา ๒๕ ตอนท้ายกรณีของโจทก์ไม่ต้องด้วยมาตรา ๙๒, ๙๓ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า คำสั่งจำหน่ายคดีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๒ นั้น เห็นว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา ๒๕ ตอนท้ายมิใช่สั่งตามบทกฎหมายที่โจทก์ฎีกา ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ถ้าหากดำเนินคดีไปจำเลยไม่อาจยกอายุความมาใช้ยันโจทก์ได้เพราะโจทก์ได้ฟ้องคดีไว้ก่อนสิ้นอายุความไม่กี่วันนั้น เห็นว่าการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องและต่อมาได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่อเนื่องเกี่ยวโยงกันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๓ จำเลยไม่อาจยกอายุความขึ้นใช้ยันโจทก์ได้อยู่แล้ว
ระหว่างที่คดีของโจทก์อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ได้ยื่นคำร้องว่า โจทก์ได้ถอนคำขอรับชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ในคดีล้มละลายและได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้วขอให้ศาลฎีกายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีแทนจำเลยที่ ๑ ต่อไปนั้นเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยที่ ๑ โดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขให้เป็นไปตามคำร้องของโจทก์ได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2222/2517
นายจีระ เจริญเลิศ โดยนายเอื้อ บัวสรวง ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์
นายประเวศ อิศรางกูร ณ อยุธยา กับพวกรวม 2 คน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายจีระ เจริญเลิศ โดยนายเอื้อ บัวสรวง ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายประเวศ อิศรางกูร ณ อยุธยา กับพวกรวม 2 คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | แผ้ว ศิวะบวร · สัญชัย สัจจวานิช · ชุ่ม สุนทรธัย |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายมาโนช เพียรสนอง · ศาลอุทธรณ์ - นายสนิท อังศุสิงห์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา