⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 403/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 403/2517

ป.อาญา ม.27, 29, 30 · ป.วิ.อาญา ม.222

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้ว เว้นแต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริง ศาลฎีกาอาจวินิจฉัยเองได้ * ผู้ต้องโทษกักขังแทนค่าปรับ หากทำผิดข้อกำหนด ศาลอาจเปลี่ยนโทษกักขังเป็นโทษจำคุกได้

ย่อคำพิพากษา

คดีมีแต่ปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้นศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 222 แต่ถ้าศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงมา ศาลฎีกาเห็นสมควรก็วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ผู้ต้องโทษกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29ในระหว่างรับโทษกักขังอยู่ทำผิดข้อกำหนดตามมาตรา 27 ศาลอาจเปลี่ยนโทษกักขังเป็นโทษจำคุกได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.222 ประมวลกฎหมายอาญา ม.27 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.222 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.27 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๒๗ ทวิ ฯลฯลดมาตราส่วนโทษตามมาตรา ๗๕ ให้กึ่งหนึ่ง ปรับ ๒๑๑,๖๐๒.๒๔ บาท และลดโทษเพราะมีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา ๗๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญาให้อีกกึ่งหนึ่งแล้วปรับจำเลยเป็นเงิน ๑๐๕,๘๐๑.๑๒ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนมีกำหนด ๒ ปี ต่อมาผู้บังคับกองสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการผู้ควบคุมดูแลสถานที่กักขังมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นว่า จำเลยประพฤติตนฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและวินัยของสถานที่กักขัง กับมีพฤติการณ์เป็นทำนองหาช่องทางเพื่อจะหลบหนี อาจทำความเสื่อมเสียหรือเกิดการเสียหายแก่ทางราชการ จึงขอให้เปลี่ยนโทษกักขังเป็นโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗ ศาลชั้นต้นสอบ จำเลยแถลงรับว่าเป็นความจริงตามที่พนักงานควบคุมสถานที่กักขังรายงาน ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๗แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงมีคำสั่งให้เปลี่ยนโทษกักขังของจำเลยเป็นโทษจำคุกไว้มีกำหนด ๑ ปี โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจเปลี่ยนเป็นโทษจำคุกพิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๒ แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงมา สำหรับคดีนี้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อนข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๑๖ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากรปรับ ๑๐๕,๘๐๑.๑๒ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน ๒ ปี จำเลยไม่ชำระค่าปรับ ถูกกักขังแทนค่าปรับ วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๑๖ จำเลยยื่นคำร้องว่าถูกกักขังอยู่ที่สถานีตำรวจภูธร อำเภอเมืองสมุทรปราการ รวมกับคนอื่นประมาณ ๖๐ คน สุขภาพไม่ดี ขอให้ส่งตัวจำเลยไปกักขังที่เรือนจำ ศาลชั้นต้นสั่งว่าไม่มีอำนาจสั่งตามที่จำเลยขอวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๑๖ ร้อยตำรวจเอกบุญชอบ พุ่มวิจิตร ผู้บังคับกองสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการมีหนังสือถึงศาลชั้นต้น แจ้งว่าจำเลยประพฤติตนฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและวินัยของสถานที่กักขัง จะหลบหนี ขอให้เปลี่ยนโทษกักขังจำเลยเป็นโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗ วันเดียวกันนั้น ศาลชั้นต้นเบิกจำเลยมาสอบถาม จำเลยรับว่าประพฤติตนตามที่ร้อยตำรวจเอกบุญชอบพุ่มวิจิตร แจ้งต่อศาล ศาลชั้นต้นพิเคราะห์เห็นว่า จำเลยประพฤติตนฝ่าฝืนต่อระเบียบและวินัยของสถานที่กักขัง จึงสั่งเปลี่ยนโทษกักขังจำเลยเป็นจำคุกไว้ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗ ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ต้องโทษกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ในระหว่างรับโทษกักขังอยู่ทำผิดข้อกำหนดตามมาตรา ๒๗ ศาลอาจเปลี่ยนโทษกักขังเป็นโทษจำคุกได้แต่พฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าจำเลยถูกขังมาเพียง ๗ วัน เท่านั้นศาลฎีกาเห็นยังไม่สมควรเปลี่ยนโทษกักขังจำเลยเป็นโทษจำคุก ดังที่ศาลชั้นต้นสั่ง พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้นเสีย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 403/2517 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายเทพ แซ่ตั้ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ · จำเลย - นายเทพ แซ่ตั้ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิทูร เทพพิทักษ์ · เสถียร ลิมปิษเฐียร · ศิริ อติโพธิ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายโสภณ จันเทรมะ · ศาลอุทธรณ์ - นายบัณฑิต พรหมบุญญา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7014/2544ฎีกา 12082/2557ฎีกา 4983/2563ฎีกา 7019/2549ฎีกา 7998/2561ฎีกา 2365/2563ฎีกา 13379/2555ฎีกา 529/2509ฎีกา 845/2543ฎีกา 6538/2562ฎีกา 2936/2564ฎีกา 4577/2558ฎีกา 1089/2559ฎีกา 11320/2556ฎีกา 9647/2557ฎีกา 1854/2563ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1360/2555ฎีกา 2962/2523ฎีกา 512/2559ฎีกา 2920/2554ฎีกา 271/2487ฎีกา 5610/2558ฎีกา 6661/2561
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา