คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 500/2517
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อนำสืบของจำเลยขัดแย้งกับคำให้การย่อมรับฟังไม่ได้ และข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลจะรับวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายไม่ได้
ย่อคำพิพากษา
จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าที่พิพาทเป็นของบุตรจำเลย และจำเลยได้ครอบครองดูแลแทนบุตรจำเลย แต่จำเลยกลับนำสืบพยานว่าที่พิพาทเป็นเขตคลองสาธารณะ ส่วนที่ที่จำเลยครอบครองดูแลแทนบุตรจำเลยนั้น มีเขตไม่ถึงที่พิพาท เช่นนี้ ข้อนำสืบของจำเลยจึงขัดแย้งกับคำให้การย่อมรับฟังไม่ได้
ข้อเท็จจริงที่ว่าที่พิพาทจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่นั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นจากพยานนอกเรื่องนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบหรือได้จากเอกสารพยานที่มีกฎหมายบังคับให้คู่ความที่กล่าวอ้างต้องแสดง ดังนั้น ที่จำเลยยกขึ้นฎีกาเป็นข้อกฎหมายว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองและไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาจะรับมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (อ้างฎีกาที่ 1211/2492)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยและพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปตัดฟันพืชผลในที่ดินของโจทก์เสียหายขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย
จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเป็นของบุตรจำเลยที่ ๑ ได้ซื้อและครอบครองมาบุตรจำเลยที่ ๑ ได้ขอออกโฉนดและได้โฉนดแล้วจำเลยที่ ๑ ได้ครอบครองดูแลแทน จำเลยไม่เคยตัดฟันพืชผลในที่พิพาท
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ที่พิพาทเป็นของบุตรจำเลยและจำเลยได้ครอบครองดูแลแทนบุตรจำเลย จำเลยกลับนำสืบพยานว่าที่พิพาทเป็นเขตคลองเลียบ ส่วนที่ที่จำเลยครอบครองดูแลแทนบุตรจำเลยนั้นมีเขตไม่ถึงที่พิพาทนี้ ข้อนำสืบของจำเลยขัดแย้งกับคำให้การเป็นคนละเรื่องกัน ไม่สมข้อต่อสู้ของจำเลย รับฟังไม่ได้ข้อที่จำเลยฎีกาว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ไม่อาจยึดถือมีสิทธิครอบครองได้ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาข้อนี้เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ต่อสู้ไว้ ศาลชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่พิพาทจะเป็นคลองเลียบ และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นจากพยานหลักฐานนอกเรื่องนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบหรือได้จากเอกสารพยานที่มีกฎหมายบังคับให้คู่ความที่กล่าวอ้างต้องแสดงศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๕) ไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๘๗ โดยนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๑/๒๔๙๒
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 500/2517
นายช่วย ชาติโรจันทร์ โจทก์
นายสุช่อ แซ่แต้ ที่ 1 นายปิด ณะจิตร ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายช่วย ชาติโรจันทร์ · จำเลย - นายสุช่อ แซ่แต้ ที่ 1 นายปิด ณะจิตร ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไพโรจน์ ไวกาสี · ประพจน์ ถิระวัฒน์ · สมคิด มงคลชาติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายประสิทธิ์ สุบรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายแถม ดุลยสุข |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา