⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1418/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในศาลชั้นต้น ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อนี้ เว้นแต่จะเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อนี้ ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ฉะนั้น การบอกกล่าวบังคับจำนองจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จึงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาประเด็นข้อนี้ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จะฎีกาแทนจำเลยที่ 2 ไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.59 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.728

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ซื้อเชื่อด้ายทอผ้าไปจากโจทก์เพื่อประกอบอุตสาหกรรมสิ่งทอของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง โจทก์และจำเลยที่ 1 คิดบัญชีหนี้สินกัน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ตามเช็ค 14 ฉบับ เป็นเงิน 861,889 บาท จำเลยที่ 1 จึงทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้ โดยสัญญาว่าจะผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์เดือนละ 40,000 บาท และได้มอบเช็คให้โจทก์ไว้ 22 ฉบับ เป็นเช็คสั่งจ่ายเงินฉบับละ 40,000 บาท เพื่อให้โจทก์นำไปขึ้นเอาเงินมาชำระหนี้ดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้ซื้อสินค้าเชื่อไปจากโจทก์เพื่อการอุตสาหกรรมของจำเลยที่ 1 อีกหลายครั้งรวมเป็นเงิน 751,871 บาท และได้มอบเช็คให้โจทก์ไว้ 14 ฉบับ เพื่อให้นำไปขึ้นเอาเงินมาชำระหนี้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาค้ำประกัน และหนี้ที่จะมีขึ้นในอนาคต และจำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินโฉนดที่ 627 เป็นประกันในวงเงินไม่เกิน 2,800,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวโดยโจทก์นำเช็คที่จำเลยที่ 1 มอบให้เพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ไปขึ้นเงินจากธนาคารได้เพียงฉบับเดียวเป็นเงิน 40,000 บาท เช็คนอกนั้นธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งหมด จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระหนี้ที่ยังค้างทั้งหมดเป็นเงิน821,889 บาท ส่วนเช็ค 14 ฉบับที่จำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อเชื่อสินค้ารวมเป็นเงิน 751,871 บาทนั้น ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ โจทก์จึงให้ทนายความแจ้งการบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 แต่ไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 1,673,036.23 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย ฯลฯ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวไถ่ถอนจำนอง ให้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใช้หนี้โจทก์ ถ้าขายได้เงินสุทธิไม่พอใช้หนี้โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 รับผิดใช้หนี้ที่ยังขาดจนครบ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์ไม่เต็มจำนวนตามสัญญา โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมิได้บอกเลิกสัญญาที่จะติดต่อซื้อขายกันและจำเลยที่ 2 ก็ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาค้ำประกันโจทก์มิได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงยังไม่ผิดนัด จำเลยที่ 2 ไม่เคยทราบถึงหนี้จำนวนนี้มาก่อนในขณะทำสัญญาจำนองที่ดินค้ำประกันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ตกเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้จำนวนนี้ และจำเลยที่ 2 ตัดฟ้องว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 1,670,036.23บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีในจำนวนหนี้ 1,573,760 บาทตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวไถ่ถอนการจำนองจากโจทก์ถ้าไม่ไถ่ถอน ให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดใช้หนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอใช้หนี้โจทก์ ให้จำเลยที่ 2รับผิดใช้หนี้ที่ยังขาดจนครบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้หนี้จำนวน 1,573,760 บาทพร้อมกับดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ฎีกาฝ่ายเดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับเช็ค 14 ฉบับ ที่บริษัทจำเลยที่ 1 ออกให้บริษัทโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใด ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น ไม่ใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาเพราะไม่ใช่ข้อที่จำเลยที่ 1 ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับบริษัทจำเลยที่ 1 และการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา ประเด็นทั้งสองก็เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จะฎีกาแทนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2518 บริษัทไทยเกรียงปั่นทอฟอกย้อม จำกัด โดย นายทองดุลย์ โจทก์ ธัญญะวุฒิ และนายจรินทร์ ติรชัยมงคล กรรมการ โจทก์ บริษัทแสงหิรัญการทอ จำกัด โดย นายซิวโล้ว แซ่ตั้ง จำเลย และนายเฉลิมพล ตันปกิจวงค์ กรรมการ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทไทยเกรียงปั่นทอฟอกย้อม จำกัด โดย นายทองดุลย์ · โจทก์ - ธัญญะวุฒิ และนายจรินทร์ ติรชัยมงคล กรรมการ · จำเลย - บริษัทแสงหิรัญการทอ จำกัด โดย นายซิวโล้ว แซ่ตั้ง · จำเลย - และนายเฉลิมพล ตันปกิจวงค์ กรรมการ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล วัลยะเพ็ชร์ · วิทูร เทพพิทักษ์ · ล้วน นิลกำแหง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 5473/2548ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 6321/2544ฎีกา 72/2505ฎีกา 4432/2534ฎีกา 2709/2538ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 4484/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา