⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1719/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1719/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสดงเจตนาทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีเจตนาทุจริตหลอกลวงอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้ได้ทรัพย์สินไปโดยไม่ประสงค์จะผูกพันตามสัญญา ถือเป็นการฉ้อโกงตามกฎหมายอาญา

ย่อคำพิพากษา

จำเลยชื่ออำนาจ สุนทโรทยาน บ้านอยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาทุจริตว่าจำเลยชื่อคล้าย บ้านอยู่อำเภอพิบูลมังษาหาร อุบลราชธานี เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อยินยอมทำสัญญาให้จำเลยเช่าซื้อรถยนต์และส่งมอบรถยนต์ให้จำเลย แล้วจำเลยนำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปที่ประเทศลาวและหลบหนีไปโดยไม่ได้ติดต่อกับโจทก์ร่วม และไม่ได้ใช้เงินตามสัญญาเช่าซื้อ เช่นนี้แสดงว่าจำเลยหาได้มีเจตนาผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อในทางแพ่งไม่ การแสดงเจตนาทำสัญญาเช่าซื้อของจำเลยเป็นแต่เพียงแผนการหรืออุบายในเชิงหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งรถยนต์เท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดทางอาญาในฐานฉ้อโกง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้รวมกันหลอกลวงนายอนนท์ ตั้งตระกูล ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยชื่อคล้าย สุทาวัน อยู่ที่อำเภอพิบูลมังษาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ความจริงจำเลยชื่ออำนาจ สุนทโรทยาน อยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ และไม่มีคนชื่อคล้ายในอำเภอพิบูลมังษาหารเลย นายอนนท์หลงเชื่อทำสัญญาให้จำเลยเช่าซื้อรถยนต์หนึ่งคันราคา ๙๙,๐๐๐ บาท จำเลยใช้เงินแล้ว ๑๕,๐๐๐ บาท นอกนั้นจะผ่อนใช้เป็นงวด ๆ นายอนนท์ส่งมอบรถที่เช่าซื้อให้จำเลยไป จำเลยไม่ใช้เงินที่เหลือและหลบหนีไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ และคืนหรือใช้ราคารถยนต์ที่ยังขาด จำเลยให้การปฏิเสธ นายอนนท์ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ให้ลงโทษจำคุก ๒ ปี ผู้เสียหายได้รถยนต์คืนแล้ว ให้ยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีเจตนาก่อนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งเมื่อไม่ใช้เงินค่าเช่าซื้อ ก็เป็นความผิดทางแพ่ง โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหาย โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงต้องกันมาว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยได้ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาทุจริต เมื่อโจทก์ร่วมหลงเชื่อยินยอมทำสัญญาให้จำเลยเช่าซื้อและส่งมอบรถยนต์ให้จำเลยแล้ว จำเลยไม่ติดต่อกับโจทก์ร่วมและไม่ใช้เงินตามสัญญาเช่าซื้อ ได้นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปที่เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาวและหลบหนีไป เช่นนี้เห็นได้ว่าจำเลยหาได้มีเจตนาผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อในทางแพ่งไม่ และการแสดงเจตนาทำสัญญาเช่าซื้อของจำเลยเป็นแต่เพียงแผนการ หรืออุบายในเชิงหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งรถยนต์เท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดทางอาญาดังฟ้อง โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้องจำเลย พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1719/2518 พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร โจทก์ นายอนนท์ ตั้งตระกูล โจทก์ร่วม นายอำนาจ สุนทโรทยาน หรือคล้าย สุทาวัน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร · โจทก์ร่วม - นายอนนท์ ตั้งตระกูล · ล. - นายอำนาจ สุนทโรทยาน หรือคล้าย สุทาวัน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประพจน์ ถิระวัฒน์ · สมคิด มงคลชาติ · ไพโรจน์ ไวกาสี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดยโสธร - นายไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ · ศาลอุทธรณ์ - นายวัตน์ ผดุงจิตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2541ฎีกา 101/2564ฎีกา 13043/2557ฎีกา 1279/2517ฎีกา 16/2510ฎีกา 1852/2547ฎีกา 3327/2532ฎีกา 787/2532ฎีกา 7264/2543ฎีกา 255/2529ฎีกา 609/2536ฎีกา 1035/2540ฎีกา 3029/2540ฎีกา 18043/2555ฎีกา 2593/2521ฎีกา 9663/2554ฎีกา 725/2567ฎีกา 5255/2540ฎีกา 915/2566ฎีกา 1428-1429/2545ฎีกา 5219/2531ฎีกา 2303/2518ฎีกา 2410/2523ฎีกา 599/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา