⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 755/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้เพราะตีความสัญญาแตกต่างจากเจ้าหนี้ มิใช่การมีเจตนาฉ้อโกงเจ้าหนี้ จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้

ย่อคำพิพากษา

คำว่า "หนี้" ที่บัญญัติไว้ในตอนต้นของมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มิได้หมายถึงเฉพาะหนี้เงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหนี้อื่น ๆ ด้วย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาขายที่ดินมีโฉนดให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าครอบครองที่ดินนั้นและชำระราคาครบถ้วนแล้ว เหลือแต่การโอนโฉนด โจทก์ย่อมได้ชื่อว่าอยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้แน่นอนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งจำเลยทั้งสองมีหนี้ที่จะต้องโอนที่ดินให้โจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 2 กลับโอนขายที่ดินนั้นให้จำเลยที่ 3 ไปเสีย โดยจำเลยทั้งสามทราบอยู่แล้วว่าโจทก์กำลังจะฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 แต่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้มีทรัพย์สินมากพอที่จะชำระหนี้ค่าเสียหายให้โจทก์ได้ แม้หนี้สินอื่นที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นหนี้โจทก์อยู่เป็นจำนวนมาก จำเลยก็ชำระให้โดยไม่บิดพลิ้ว การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์นั้น เป็นเพราะโจทก์กับจำเลยแปลความในสัญญากันคนละทาง มิใช่เพราะมีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จึงเป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่ง ไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ และจำเลยที่ 3 ผู้รับซื้อที่ดินนั้นไว้ก็ย่อมไม่มีความผิดทางอาญาดุจกัน (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 13/2517 และครั้งที่ 2/2518)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.350 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1300

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามบังอาจร่วมกันกระทำการทุจริต เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑, ๒ ได้รับชำระหนี้ซึ่งจำเลยที่ ๑, ๒ มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๑๒๓๗๐, ๑๒๓๗๑ ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ตามที่ได้ตกลงขายไว้แล้ว จำเลยที่ ๓ รู้อยู่แล้วว่าที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวนี้ โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ ๑, ๒ และใช้สิทธิครอบครองอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย และรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑, ๒ มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์จำเลยที่ ๑, ๒ ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินทั้งสองโฉนดนี้ให้จำเลยที่ ๓ ในราคา ๗๕,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๓ ได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินสองแปลงดังกล่าวไว้โดยทุจริต ซึ่งโจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ ๑, ๒ ชำระหนี้ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ๒ โฉนด โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๔๔๗,๓๐๐ บาท ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐, ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐, ๘๓ จำคุกจำเลยคนละ ๓ เดือน ปรับคนละ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๑,๒ ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่พิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าครอบครองและชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้ว เหลือแต่การโอนโฉนดเท่านั้น ได้ชื่อว่าโจทก์อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้แน่นอนของจำเลยที่ ๑, ๒ จำเลยที่ ๑, ๒ มีหนี้ที่จะต้องโอนที่ดินให้โจทก์ แต่กลับโอนขายที่ดินนั้นให้จำเลยที่ ๓ ไปเสีย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำว่า "หนี้" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ที่ว่า ".....ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน......" นั้นจะหมายความเฉพาะหนี้เงินหรืออย่างไร เพราะหากหมายความเฉพาะหนี้เงินแล้ว การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้ ศาลฎีกาได้พิจารณาปัญหานี้โดยที่ประชุมใหญ่แล้วมีมติว่าคำว่า "หนี้" ตามมาตรานี้มิได้หมายถึงเฉพาะหนี้เงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหนี้อื่น ๆ ด้วย การกระทำของจำเลยในคดีนี้จึงอาจจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ได้ หากจำเลยได้กระทำไปด้วยเจตนาจะมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ แต่คดีได้ความว่าที่พิพาท ๒ โฉนดที่จำเลยไม่ยอมโอนให้โจทก์นี้ อยู่ในทำเลและราคาสู้ที่ดินซึ่งจำเลยที่ ๑, ๒ ได้โอนให้โจทก์ไปแล้วไม่ได้ จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีฐานะจะชำระหนี้ค่าเสียหายให้โจทก์ได้ เพราะแม้หนี้สินอื่นที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ถึง ๑,๒๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยก็ชำระให้โดยมิได้บิดพลิ้ว และจำเลยยังมีที่ดินในย่านการค้าอีก ๔๐ ไร่ ที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมโอนที่พิพาทให้โจทก์ ก็เพราะจำเลยถือเอาการซื้อขาย ๓ ไร่เป็นเกณฑ์ ซึ่งโจทก์ถือเอาตามแผนผัง เป็นเรื่องแปลความในสัญญากันคนละทาง หาใช่จำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑, ๒ เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่เป็นความผิดทางอาญา เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จำเลยที่ ๓ ผู้รับซื้อที่พิพาทไว้ก็ย่อมไม่มีความผิดทางอาญาดุจกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ในผลที่ให้ยกฟ้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2518 นายเสถียร ศรีสุคนธ์ โจทก์ นายทอง วัดแก้ว กับพวก 3 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเสถียร ศรีสุคนธ์ · ล. - นายทอง วัดแก้ว กับพวก 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม ทันด่วน · พิชัย รชตะนันทน์ · ชุ่ม สุนทรชัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนครสวรรค์ - นายเจริญ แสนเยีย · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา สุมาวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5317/2538ฎีกา 6789/2541ฎีกา 231/2482ฎีกา 2530/2527ฎีกา 464/2497ฎีกา 6239/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1649/2498ฎีกา 729/2483ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3886/2566ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 6848/2540ฎีกา 1657/2503ฎีกา 5957/2530ฎีกา 1611/2497ฎีกา 693/2526ฎีกา 8319/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา