⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 820/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ธนาคารจำเลยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานในการส่งมอบเช็คคืนแก่บุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของเช็ค.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์นำเช็คของธนาคาร ท.จำนวนเงิน 84,000 บาท ซึ่ง ซ.เป็นผู้สั่งจ่ายฝากเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารจำเลย จำเลยส่งเช็คฉบับนั้นไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ท. แต่ธนาคาร ท.ปฏิเสธการจ่ายเงินและส่งเช็คฉบับนั้นคืน ต่อมาพนักงานของจำเลยได้คืนเช็คฉบับนั้นให้แก่ผู้ที่พนักงานของจำเลยไม่เคยรู้จักมาก่อนซึ่งมาอ้างว่าเป็นลูกจ้าง ของโจทก์ไป โดยไม่ตรวจสอบดูหลักฐาน ย่อมเป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น จำเลยก็ต้องรับผิดในการกระทำของพนักงานของตน แต่การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเท่ากับจำนวนเงินที่ปรากฏในเช็คฉบับนั้น นอกจากการที่เช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งแสดงอยู่ในตัวว่ายังห่างไกลต่อการที่คาดหมายได้ว่า โจทก์จะสามารถฟ้องเรียกเงินจาก ซ.ได้เต็มตามจำนวนเงินในเช็คนั้นแล้ว ตามฟ้องโจทก์ได้อ้างแต่เพียงว่าโจทก์ต้องเสียหายเพราะโจทก์ต้องสูญเสียเช็คฉบับนั้นสำหรับที่จะใช้เป็นหลักฐาน ในการฟ้อง ซ.ไปเท่านั้น กรณีจึงยังเป็นความเสียหายที่ห่างไกลต่อเหตุ ทั้งธนาคารจำเลยนำสืบฟังได้ว่า เมื่อโจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีแล้วเพียง 6 วัน โจทก์ก็ทราบว่าเช็คฉบับนั้นถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงยังมีทางที่โจทก์จะขอนำสืบพยานบุคคลแทนเช็คที่สูญหายไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ฉะนั้น ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เสียหายไปแล้วเป็นเงิน 84,000 บาท เท่าจำนวนเงินในเช็คเนื่องจากการที่โจทก์ต้องสูญเสียเช็คพิพาทไปนั้น จึงยังห่างไกลต่อความเป็นจริงมาก ศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ได้ ดังที่โจทก์กล่าวอ้างค่าเสียหายประการอื่น ๆ ถ้าหากจะมีโจทก์ก็มิได้ฟ้องเรียกร้องมาศาลจึงต้องยกฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.93 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.76 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกค้าฝากเงินกับธนาคารจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๑๕ โจทก์ได้นำเช็คธนาคารไทยพัฒนา จำกัด จำนวนเงิน ๘๔,๐๐๐ บาท สั่งจ่ายโดยนายเซี๊ยะเกียง แซ่ลี้ ฝากเข้าบัญชีของโจทก์ ทางธนาคารจำเลยสาขาวิสุทธิกษัตริย์ มีหน้าที่ต้องเรียกเก็บเงินตามเช็คเพื่อนำมาเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ และหากเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยก็มีหน้าที่จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบภายใน ๒๔ ชั่วโมงหลังจากนั้นจำเลยไม่เคยแจ้งผลการเรียกเก็บเงินเช็ครายนี้ให้โจทก์ทราบเลย โจทก์จึงเข้าใจว่าเช็คนั้นเรียกเก็บเงินได้ และได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้มีชื่อไปโดยสำคัญผิด ปรากฏต่อมาว่าจำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่ออกไปนั้น โจทก์เพิ่งทราบเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๑๕ ว่า เช็คฉบับที่โจทก์นำเข้าฝากนั้นถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ครั้นโจทก์ไปติดต่อเพื่อขอรับเช็คที่ฝากเข้าบัญชีคืน จำเลยกลับแจ้งว่ามีผู้มารับไปแล้ว และไม่ทราบว่าเป็นใคร โจทก์จึงไม่สามารถจะรับเช็คอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ของโจทก์คืนมาได้ การกระทำของจำเลยด้วยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียเช็คอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ และเสียสิทธิเรียกร้องเงินจำนวน ๘๔,๐๐๐ บาทจากนายเซี๊ยะเกียง แซ่ลี้ไป จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการกระทำละเมิดของ จำเลยเป็นเงินจำนวน ๘๔,๐๐๐ บาท และให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในต้นเงิน ๘๔,๐๐๐ บาทในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะใช้เงินให้แก่โจทก์เสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ได้นำเช็คตามฟ้องเข้าบัญชีของโจทก์ ณ ธนาคารจำเลยจริง ธนาคารจำเลยได้เรียกเก็บเงินจากธนาคารไทยพัฒนา จำกัดแล้ว แต่ได้รับการปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น ธนาคารจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๑๕ และโจทก์ได้มอบให้ผู้แทนมารับเช็คดังกล่าวคืนไปจากจำเลยในวันนั้นเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยได้ โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโดยสมคบกันโกงจำเลยแต่อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นเรื่องที่โจทก์ทำเช็คหายไปเอง โจทก์ก็ย่อมจะฟ้องเรียกเก็บเงินเอาจากนายเซี๊ยะเกียง แซ่ลี้ได้ พยานหลักฐานการสั่งจ่ายของนายเซี๊ยะเกียงมีปรากฏอยู่ที่ธนาคารไทยพัฒนา จำกัด ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะได้กล่าวในฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่ความจริงแล้วการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องผิดสัญญาไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้คืนเช็คให้โจทก์ไปแล้วจำเลยตจึงต้องรับผิดตามฟ้อง เพราะโดยปกติโจทก์ย่อมได้รับความเสียหายโดยโจทก์ต้องเสียสิทธิเรียกร้องเงิน ๘๔,๐๐๐ บาทจากนายเซี๊ยะเกียงผู้สั่งจ่ายเช็คไป พิพากษาให้จำเลยใช้เงินจำนวน ๘๔,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยในต้นเงิน ๘๔,๐๐๐ บาทในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะใช้เงินแก่โจทก์เสร็จ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่พนักงานของจำเลยจ่ายเช็คที่พิพาทให้แก่บุคคลอื่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนรับไปนั้นเป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยจึงต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่พนักงานของจำเลยได้คืนเช็คที่พิพาทให้ไปแก่บุคคลที่ตนไม่เคยรู้จักมาก่อนนั้น เป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นจำเลยก็ต้องรับผิดในการกระทำของพนักงานของจำเลยเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ดีศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาบังคับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ๘๔,๐๐๐ บาท เท่ากับจำนวนเงินที่ปรากฏอยู่ในเช็คที่นายเซี๊ยะเกียงสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ ทั้งนี้เพราะนอกจากการที่เช็คที่พิพาทได้ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ซึ่งแสดงอยู่ในตัวแล้วว่ายังเป็นการห่างไกลต่อการที่จะคาดหมายได้ว่าโจทก์จะสามารถฟ้องเรียกเงินจากนายเซี๊ยะเกียงได้เต็มจำนวนเงินนั้นแล้ว เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ตามฟ้องโจทก์ได้อ้างแต่เพียงว่า การที่โจทก์ต้องเสียหายไปตามฟ้องนั้นก็เนื่องมาจากเหตุที่โจทก์ต้องสูญเสียเช็คที่พิพาท สำหรับที่จะใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องนายเซี๊ยะเกียงไป ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีแห่งคดีนี้ยังเป็นความเสียหายที่ห่างไกลต่อเหตุเพราะจากการนำสืบของจำเลย คดีรับฟังได้ว่าเช็คที่พิพาทได้นำเข้าบัญชีเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๑๕ แล้วถูกส่งไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารไทยพัฒนา จำกัด สาขาปากคลองตลาด และต่อมาในวันที่ ๒๘ เดือนนั้นเอง โจทก์ก็ทราบว่าเช็คฉบับนี้ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินจึงยังมีทางที่โจทก์จะขอนำสืบพยานบุคคลแทนเช็คที่พิพาทที่สูญหายไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๙๓ ฉะนั้น โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ได้เสียหายไปแล้วเป็นเงิน ๘๔,๐๐๐ บาทเท่าจำนวนเงินในเช็คที่พิพาทเนื่องจากการที่โจทก์ต้องสูญเสียเช็คที่พิพาทไปนั้น จึงยังเป็นการห่างไกลต่อความเป็นจริงมาก ไม่อาจจะบังคับให้จำเลยต้องริบผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ได้ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ค่าเสียหายประการอื่น ๆ ถ้าหากจะมีโจทก์ก็มิได้ฟ้องเรียกร้องมา พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียม รวมทั้งค่าทนายความทั้งสามศาลเห็นสมควรให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2518 นายเซียวตง แซ่อั้ง โจทก์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเซียวตง แซ่อั้ง · ล. - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลอ จามรมาน · เฉลิม กรพุกกะณะ · พิสัณห์ ลีตเวทย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายไพจิตร ปุญญพันธุ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายแถม ดุลยสุข
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา