⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1026/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1026/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทายาทที่ยังไม่ได้แบ่งทรัพย์มรดก ย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้ภายในอายุความที่กฎหมายกำหนดไว้ แม้ทายาทนั้นจะเป็นพระภิกษุอยู่ก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ที่พิพาทเป็นมรดกตกทอดแต่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองและพระภิกษุ ส. ผู้เป็นทายาท และนับแต่วันที่เจ้ามรดกตายจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่พิพาทจากจำเลยยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ยังอยู่ภายในอายุความที่พระภิกษุ ส.จะสึกจากสมณเพศมาเรียกร้องขอแบ่งได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1622 ดังนี้ ต้องแบ่งที่พิพาทออกเป็น 5 ส่วน โจทก์ได้คนละ 1 ใน 5 เมื่อยังไม่ได้แบ่งที่พิพาทกัน โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง และส.เป็นเจ้าของที่พิพาทร่วมกัน โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งที่พิพาทให้และเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำนาตั้งแต่พ.ศ. 2517 ทำให้โจทก์ขาดรายได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งนาพิพาทให้โจทก์ทั้งสองกึ่งหนึ่ง และให้ใช้ค่าเสียหายปีละ 1,500 บาท นับแต่ปี 2516 จนถึงปีที่จำเลยยอมแบ่งนาให้โจทก์ จำเลยมิได้ฎีกาว่าจำเลยไม่ต้องใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ เพราะการที่จำเลยเข้าทำนาในที่พิพาทที่ตนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยนั้น ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ คงฎีกาเพียงว่าที่ศาลอุทธรณ์ให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตั้งแต่ปี 2516 เป็นการพิพากษาเกินคำขอเท่านั้น จึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1360 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1622

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง และพระภิกษุเป็นบุตรของนายทานายทาตายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ ก่อนตายนายทามีที่นา ๑ แปลง เนื้อที่ ๓๑ ไร่ เมื่อนายทาตายแล้วโจทก์จำเลยได้ครอบครองที่นาดังกล่าวซึ่งเป็นนาพิพาทร่วมกันมา ส่วนพระภิกษุสุไม่ได้เกี่ยวข้องถือว่าสละมรดก นาพิพาทจึงเป็นมรดกแก่โจทก์จำเลยคนละ ๑ ใน ๔ ส่วน ต่อมาเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๗ จำเลยไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำกินในนาพิพาท ทำให้โจทก์ขาดรายได้จากการทำนาส่วนของโจทก์ปีละ ๖,๐๐๐ บาท ขอให้พิพากษาแบ่งนาพิพาทให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ถ้าแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกัน และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ ๖,๐๐๐ บาท นับแต่ปีนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะถึงปีที่จำเลยยอมแบ่งนาพิพาทให้โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า นายทาได้แบ่งนาให้บุตรทุกคนแล้วนาพิพาทคือนาที่นายทาแบ่งให้จำเลยทั้งสองและพระภิกษุสุ โจทก์ไม่เคยทำนาพิพาท พระภิกษุสุเพิ่งบวชมา ๒ ปีเศษ นายทาตายยังไม่ถึง ๑ ปี ถือว่าสละมรดกไม่ได้ นาพิพาทเมื่อแบ่ง ๕ ส่วนแล้วจะได้รับผลเป็นเงินเพียงปีละ ๑,๒๐๐ บาทเท่านั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองแบ่งนาพิพาทให้โจทก์ทั้งสองกึ่งหนึ่ง หากแบ่งกันไม่ได้ให้ขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกัน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ ๑,๕๐๐ บาท นับแต่ปี ๒๕๑๖ จนถึงปีที่จำเลยยอมแบ่งนาให้โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทยังเป็นของนายทาและวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อนายทาตายที่พิพาทเป็นมรดกทอดแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองและพระภิกษุผู้เป็นทายาทของนายทา และนับจากวันที่นายทาตายจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนดหนึ่งปี ยังอยู่ภายในอายุความที่พระภิกษุสุจะสึกจากสมณเพศมาเรียกร้องขอแบ่งที่พิพาทอันเป็นมรดกของนายทาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๒ จึงต้องแบ่งที่พิพาทออกเป็น ๕ ส่วน ได้แก่โจทก์ทั้งสองจำเลยทั้งสองและพระภิกษุสุคนละ ๑ ส่วน เมื่อยังไม่ได้แบ่งที่พิพาทกัน โจทก์ทั้งสองจำเลยทั้งสองและพระภิกษุสุจึงเป็นเจ้าของที่พิพาทรวมกัน จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสอง เพราะการที่จำเลยทั้งสองเข้าทำนาในที่พิพาทที่ตนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยนั้นไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์จำเลยทั้งสองคงฎีกาเพียงว่าที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ เป็นการพิพาทเกินคำขอเท่านั้น จึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสอง และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอนั้น ปรากฏจากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองห้ามไม่ให้โจทก์ทั้งสองทำนาในที่พิพาทเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๗ โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๑๗ และขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์นับตั้งแต่ปีนี้คือ พ.ศ. ๒๕๑๗ อันเป็นปีที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปราฏในคำฟ้องต้องห้ามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ โจทก์ทั้งสองควรได้ค่าเสียหายตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ และควรได้ค่าเสียหายคนละหนึ่งในห้าส่วนเป็นเงินคนละ ๖๐๐ บาทต่อปีตามส่วนที่โจทก์ทั้งสองได้รับส่วนแบ่งในที่พิพาท พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่พิพาทให้โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในห้าส่วน ถ้าแบ่งกันไม่ได้ให้เอาที่พิพาทขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันตามส่วน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองปีละ ๑,๒๐๐ บาทนับตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ จนกว่าจำเลยทั้งสองจะแบ่งที่พิพาทให้โจทก์ทั้งสอง หรือจนกว่าจะยึดที่พิพาทเพื่อขายทอดตลาดแล้วแต่กรณี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1026/2519 นางพวง ฮาดทักวงษ์ กับพวก โจทก์ นายลุ วรฮาด กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางพวง ฮาดทักวงษ์ กับพวก · ล. - นายลุ วรฮาด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล วัลยะเพ็ชร์ · ยงยุทธ เลอลภ · ผสม จิตรชุ่ม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสกลนคร - นายอากาศ บำรุงชีพ · ศาลอุทธรณ์ - นายไพศาล วิบุลศิลป์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 356/2530ฎีกา 4976/2536ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7335/2538ฎีกา 643/2497ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา