⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1866/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มุ่งต่อผลโดยตรง แต่ไม่บรรลุผลเพราะเหตุอื่นที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามกระทำความผิดนั้น การที่โจทก์ฟ้องโดยอ้างบทบัญญัติกฎหมายที่ระบุถึงการกระทำผิดแล้ว แม้จะไม่ได้อ้างบทบัญญัติกฎหมายที่ระบุถึงบทลงโทษมาด้วย ศาลก็สามารถลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานสืบทราบว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีและส่งยาเสพติดให้โทษออกนอกราชอาณาจักรโดยทางเครื่องบินมาหลายครั้งแล้ว วันเกิดเหตุได้รับแจ้งจากสายลับว่า จำเลยกับพวกจะส่งไปอีก จึงพากันไปซุ่มดักรออยู่ในบริเวณที่จอดรถชั้นล่างของห้องโดยสารขาออกของทางอากาศยานดอนเมืองที่จำเลยเคย นำรถมาจอด เมื่อจำเลยขับรถเก๋งมาจอด ณ ที่นั่น เจ้าพนักงานจึงตรวจค้น พบเฮโรอีน 32 ถุง ฝิ่นสุก 15 ห่อ รวม 30 กว่ากิโลกรัม มีราคาถึง 520,000 บาทเศษ การจับกุมดังนี้มิได้กระทำโดยบังเอิญ ปริมาณของของกลางตลอดจนสถานที่ที่นำมาบ่งชัดว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามพฤติการณ์ก็น่าเชื่อถือว่าจำเลยกับพวกได้นัดแนะกันมาก่อนแล้ว เพียงแต่รอนำของกลางนี้ขึ้นไปที่ห้องผู้โดยสารขาออกชั้นบนเพื่อส่งออกทางเครื่องบินเท่านั้น การกระทำของจำเลยกับพวกเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่ไม่บรรลุผลเพราะแจ้งพนักงานจับกุมเสียก่อน จึงมีความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนและฝิ่นออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย โจทก์บรรยายฟ้องมาแจ้งชัดว่า จำเลยพยายามส่งเฮโรอีนของกลางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และอ้างมาตรา 4 ทวิ อันเป็นบทห้ามกระทำผิดแล้ว แม้จะไม่ได้อ้างมาตรา 20 ซึ่งเป็นบทลงโทษมาด้วย โดยอ้างแต่มาตรา 20 ตรีมาเพียงบทเดียว ศาลก็ลงโทษตามมาตรา 20 วรรคสี่ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ทั้ง 2 วรรค)ประชุมใหญ่ครั้งที่ 13-15/2519

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 พระราชบัญญัติฝิ่น (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2502 ม.3 พระราชบัญญัติฝิ่น (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2502 ม.5 พระราชบัญญัติฝิ่น พ.ศ.2472 ม.51 พระราชบัญญัติฝิ่น พ.ศ.2472 ม.53 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2504 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2504 ม.5 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2504 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม.20

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันมีเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์ ๑๐,๘๗๓ กรัม กับมีฝิ่นสุก ๑๙,๕๐๐ กรัม ไว้ในความครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และจำเลยกับพวกได้บังอาจพยายามส่งเฮโรอีนและฝิ่นดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักร เพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๔๖๕ มาตรา ๔ ทวิ ๒๐ วรรคสี่ , ๒๐ ตรี ตามที่มีแก้ไขพระราชบัญญัติฝิ่น พ.ศ. ๒๔๗๒ มาตรา ๖,๙,๕๑,๕๓ ตามที่แก้ไข และริบเฮโรอีน ฝิ่นและกระเป๋าเดินทางของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๔๖๕ มาตรา ๒๐ ตรี แก้ไข (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๗ และผิดฐานพยายามนำเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามมาตรา ๒๐ วรรคสี่ แก้ไข(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐,๕๒ อันเป็นความผิดหลายบทกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานพยายามนำเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ไว้ตลอดชีวิต กับมีความผิดฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติฝิ่น พ.ศ. ๒๔๗๒ มาตรา ๕๓ แก้ไข (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๕ และผิดฐานพยายามนำฝิ่นออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามมาตรา ๕๑ แก้ไข (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๓ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ อันเป็นความผิดหลายบทอีกระทงหนึ่งให้ลงโทษจำเลยฐานมีฝิ่นไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาติอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ มีกำหนด ๑๐ ปี เมื่อเปลี่ยนโทษจำคุกในความผิดกระทงแรก เป็นโทษจำคุก ๕๐ ปีตามมาตรา ๙๑ แล้ว รวมเป็นโทษจำคุก ๖๐ ปี เฮโรอีน ฝิ่นและกระเป๋าเดินทางของกลางให้ริบ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนและฝิ่นของกลางไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายจริง ปัญหาต่อไปว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยามส่งเฮโรอีนและฝิ่นของกลางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ได้พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้ว เห็นว่า ก่อนที่พนักงานจะไปดักตรวจค้นพบของกลาง เจ้าพนักงานได้สืบสวนถึงพฤติการณ์ของจำเลยกับพวก จนปรากฏชัดว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีและส่งยาเสพติดให้โทษทางเครื่องบินมาแล้วหลายครั้ง ฉะนั้นในวันเกิดเหตุเมื่อนายจำเนียร พยานโจทก์รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลบยกับพวกะส่งยากเสพติดให้โทษออกนอกราชอาณาจักรอีก นายจำเนียรกับพวกซุ่มดักรออยู่ในบริเวณที่จอดรถชั้นล่างของห้องโดยสารขาออกของทางอากาศยานดอนเมืองที่จำเลยเคยนำรถมาจอด จำเลยก็ได้ขับรถเก๋งมาจอดในบริเวณที่จอดรถดังกล่าว จึงได้ทำการตรวจค้นและพบ เฮโรและ ฝิ่นของกลางตามที่สืบทราบมาจริง ดังนี้เป็นว่าการจับกุมดังนี้มิได้กระทำโดยบังเอิญ แต่สืบทราบมาก่อนแล้ว และเมื่อพิจารณาประกอบกับปริมาณของเฮโรอีนและฝิ่นของกลางที่จับได้ตลอดสถานที่ที่นำมาแล้ว ยิ่งบ่งชัดว่าจำเลยกับพวกมีเฮโรอีนและฝิ่นของกลางมีเจตนาส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายนั้นเอง อีกทั้งโดยตามพฤติการณ์ก็น่าเชื่อถือว่า จำเลยกับพวกได้นัดแนะกันมาก่อนแล้วด้วย เพียงแต่รอนำของกลางนี้ขึ้นไปที่ห้องผู้โดยสารขาออกชั้นบนเพื่อส่งออกทางเครื่องบินเท่านั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าการกระทำของจำเลยกับพวกเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเพราะแจ้งพนักงานจับกุมเสียก่อน จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนและฝิ่นออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามี่โจทก์ฟ้อง พยานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ ปัญหาต่อไปว่า เฉพาะความผิดพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ โจทก์อ้างบทลงโทษฐานมีไว้ซึ่งยาเสพติดให้โทษไว้ในความครอบครองตามมาตรา ๒๐ ตรี มาเพียงบทเดียว ไม่ได้อ้างบทลงโทษฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามมาตรา ๒๐ มาด้วย ดังนี้ศาลจะลงโทษจำเลยข้อหาพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๖) บัญญัติว่า คำฟ้องจะต้องอ้างมาตราในกฎหมาย ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ซึ่งคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาแจ้งชัดว่า จำเลยบังอาจส่งเฮโรอีนของกลางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และอ้างบทมาตรา ๔ ทวิ อันเป็นบทห้ามกระทำผิดมาด้วย ดังนี้แม้ไม่อ้างบทลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๐ วรรคสี่ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ด้วยเหตุดังวินิจฉัย ที่ศาลล่างพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2519 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายสุวัฒน์ วริยานันทกุล ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · ล. - นายสุวัฒน์ วริยานันทกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ขจร หะวานนท์ · สนับ คัมภีรยส · ภิญโญ ธีรนิติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายชูเชิด รักตะบุตร · ศาลอุทธรณ์ - นายวัฒน์ ผดุงจิตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 712/2559ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 831/2532ฎีกา 1165/2537ฎีกา 514/2486ฎีกา 1857/2492ฎีกา 278/2484ฎีกา 1271/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา