⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2197/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2197/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (1) นั้น ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาฆ่า เพียงแต่มีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายสาหัสก็เพียงพอแล้ว

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ใช้มีด (มีดพร้า) ฟันโจทก์ร่วมที่แก้มซ้ายเพียงครั้งเดียว จนบาดแผลที่หายกลายเป็นแผลเป็นเริ่มที่ใต้ใบหูท่อนล่างยาวพาดตามข้างแก้มซ้ายลงไปถึงคอยาวประมาณ 16 เซนติเมตร ลักษณะบาดแผลเป็นสันนูนกว้างประมาณครึ่งเซนติเมตร สูงประมาณครึ่งเซนติเมตร มองเห็นได้ในระยะ 5 เมตร ฟังได้ว่าทำให้รูปหน้าเสียโฉมอย่างติดตัว จากลักษณะบาดแผลดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้ฟันโจทก์ร่วมอย่างแรง จึงปรากฏปากแผลกว้างลึกถึงใต้ผิวหนังเท่านั้น กรณีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาฆ่า แต่เป็นการทำร้ายโจทก์ร่วมบาดเจ็บสาหัส

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.297

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามบังอาจร่วมกันใช้มีดพร้าฟันทำร้ายร่างกายสิบตำรวจโทวิเชียร แทนสันเทียะ หลายครั้งถูกบริเวณศรีษะ ใบหน้า และไหล่ ได้รับอันตรายแก่กายถึงบาดเจ็บสาหัส ใบหน้าเสียโฉมอย่างติดตัว โดยเจตนาฆ่า จำเลยทั้งสามลงมือกระทำไปตลอดแล้ว แต่ไม่บรรลุผล เพราะผู้เสียหายได้รับการรักษาจากแพทย์ทันท่วงที ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗, ๒๘๘, ๘๐, ๘๓ ริบมีดของกลาง ฯลฯ จำเลยที่ ๑ ให้การรับว่า ผู้เสียหายจะทำร้ายร่างกายจำเลย จำเลยจึงฟันผู้เสียหาย ๑ ทีเพื่อป้องกันตัว จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุก ๙ เดือน ข้อหานอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ มีดของกลางริบ โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗(๔) จำคุก ๙ เดือน นอกจาที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ ฎีกาขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ ได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ ๒ ได้ใช้มีดฟันโจทก์ร่วมที่แก้มซ้ายเพียงครั้งเดียว ส่วนอีกแผลหนึ่งเกิดจากจำเลยที่ ๒ ดึงมีดขณะที่โจทก์ร่วมล้มทับจำเลยที่ ๒ อยู่ มีบาดแผลที่ซอกคอจนถึงราวนมข้างขวา ซึ่งเป็นเพียงแผลถลอกลึกใต้ผิวหนัง เฉพาะแผลที่แก้มซ้ายของโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นตรวจดูแผลแล้วบาดแผลที่หายกลายเป็นแผลเป็นเริ่มที่ใต้ใบหูท่อนล่างยาวพาดตามแก้มซ้ายลงไปถึงคอยาวประมาณ ๑๖ เซนติเมตร ลักษณะบาดแผลเป็นสันนูนกว้างประมาณครึ่งเซนติเมตร สูงประมาณครึ่งเซนติเมตร มองเห็นได้ชัดในระยะ ๕ เมตร อันฟังได้ว่าทำให้รูปหน้าเสียโฉมอย่างติดตัว จากลักษณะบาดแผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าที่จำเลยที่ ๒ ฟันโจทก์ร่วมที่แก้มซ้ายนั้น จำเลยที่ ๒ มิได้ฟันโจทก์ร่วมอย่างแรง จึงปรากฏปากแผลกว้างลึกถึงใต้ผิวหนังเท่านั้น กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ มีเจตนาฆ่า ฯลฯ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2197/2519 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ สิบตำรวจโทวิเชียร แทนสันเทียะ โจทก์ร่วม นายพลูมิน วงษ์ชัยภูมิ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ · โจทก์ร่วม - สิบตำรวจโทวิเชียร แทนสันเทียะ · ล. - นายพลูมิน วงษ์ชัยภูมิ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สอน ไชยสุต · ธานินทร์ กรัยวิเชียร · เพียร ศรีอรุณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายประสาน ปทุมบาล · ศาลอุทธรณ์ - นายไพบูลย์ เพียรรู้จบ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1560/2529ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 226/2529ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1162/2508ฎีกา 1148/2534ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 3237/2543ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 801/2503ฎีกา 4150/2529ฎีกา 635/2485ฎีกา 1165/2537ฎีกา 5957/2530ฎีกา 1116/2502ฎีกา 1189/2537ฎีกา 110/2513ฎีกา 1215/2501
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา