⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2490/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2490/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- ข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้นได้แม้สัญญาจ้างจะไม่ได้กำหนดเรื่องการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างไว้ และสภาพการจ้างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมาย. - การชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ให้ปรับขึ้นเงินเดือนลูกจ้างเพิ่มจากที่นายจ้างเสนอ ถือว่าไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย.

ย่อคำพิพากษา

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 เป็นกฎหมายพิเศษได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ในเบื้องต้นว่า เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปโดยเหมาะสมและแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างให้เป็นไปโดย วิธีปรองดองและเป็นธรรมข้อ 4(4) ให้มีคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อทำหน้าที่ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน และวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนดว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม และตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการแรงงานสัมพันธ์ฯ "ข้อพิพาทแรงงาน" หมายความว่าข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับสภาพการจ้าง "สภาพการจ้าง" หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน ดังนั้น เมื่อลูกจ้างขอขึ้นเงินเดือนร้อยละ 10 โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างขอขึ้นให้ร้อยละ 7 จึงมีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้นซึ่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ย่อมมีอำนาจชี้ขาดได้ แม้ตามสัญญาแรงงานระหว่างโจทก์กับลูกจ้างมิได้มีข้อสัญญาไว้ว่าโจทก์จะต้องขึ้นเงินเดือนให้แก่ลูกจ้างทุกระยะเท่าใดและอัตราเท่าใด ก็มิได้หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างไม่ได้ ทั้งตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการแรงงานสัมพันธ์ฯ ข้อ 4 มีความว่า เมื่อนายจ้างลูกจ้างประสงค์จะให้แก้ไขเพิ่มเติมสภาพการจ้างก็ให้แจ้งแก่อีกฝ่ายหนึ่ง แสดงว่าสภาพการจ้างย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งการที่โจทก์เสนอขอขึ้นค่าจ้างให้ร้อยละ 7 ก็แสดงว่าโจทก์พร้อมที่จะเปลี่ยนสภาพการจ้างเหมือนกัน การที่จำเลยซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดและสั่งให้โจทก์ขึ้นเงินเดือนลูกจ้างเพิ่มขึ้นจากที่โจทก์เสนออีกร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 8 จึงหาเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายไม่ การจัดหาบ้านพักให้ลูกจ้าง หรือจ่ายเงินค่าเช่าบ้านให้ลูกจ้าง ถือได้ว่าเป็นสวัสดิการหรือประโยชน์อื่นของลูกจ้างอยู่ในความหมายของ "สภาพการจ้าง" เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นย่อมถือว่าเป็นข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจชี้ขาดได้ การที่จำเลยซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้นำสัญญาเช่าโรงกลั่นน้ำมันระหว่างโจทก์กับกระทรวงกลาโหม และการจ่ายค่าเช่าบ้านของบริษัทกลั่นน้ำมันแห่งอื่นมาพิจารณาด้วย ก็เพื่อประกอบดุลพินิจในการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานเท่านั้น ไม่มีเหตุที่จะกล่าวได้ว่า คำชี้ขาดของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำชี้ขาดโดยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๑ ลงนามในคำสั่งดังกล่าว ให้โจทก์จ่ายเงินเดือนประจำปี ๒๕๑๘ ให้ลูกจ้างในอัตราเฉลี่ยร้อยละ ๘ ของเงินเดือน และให้โจทก์จ่ายค่าเช่าบ้านให้ลูกจ้างในอัตราร้อยละ ๑๕ ของค่าจ้าง คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้จำเลยออกคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า คำชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๐๓ เป็นกฎหมายพิเศษ แสดงเจตนารมณ์ไว้ในเบื้องต้นว่า การให้ความคุ้มครองแรงงานแก่ลูกจ้างและการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสรรความเจริญก้าวหน้าของประเทศ สมควรปรับปรุงส่งเสริมให้สอดคล้องกับการพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศ เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปโดยเหมาะสมและการแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้เป็นไปโดยวิธีปรองดองและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ข้อ ๔ ของประกาศดังกล่าวให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจกำหนดการแรงงานสัมพันธ์ดังต่อไปนี้ ฯลฯ (๔) ให้มีคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อทำหน้าที่ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานและวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนดว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการแรงงานสัมพันธ์ ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔ และข้อ ๑๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ "ข้อพิพาทแรงงาน" หมายความว่า ข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับสภาพการจ้าง "สภาพการจ้าง" หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงานกำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้างหรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน บทกฎหมายมีอยู่ดังกล่าว และโจทก์รับว่าการที่จำเลยชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานรายนี้นั้น ลูกจ้างขอขึ้นเงินเดือนร้อยละ ๑๐ โจทก์เสนอขอขึ้นให้ร้อยละ ๗ และจำเลยชี้ขาดให้ร้อยละ ๘ เมื่อมีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้นเช่นนี้ จำเลยซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ย่อมมีอำนาจชี้ขาดได้ แม้จำเลยจะรับว่าตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับลูกจ้างของโจทก์มิได้มีข้อสัญญาไว้ว่า โจทก์จะต้องขึ้นเงินเดือนให้แก่ลูกจ้างทุกระยะเท่าใด และอัตราเท่าใด ก็ไม่หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขค่าจ้างไม่ได้ ทั้งประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวข้างต้นข้อ ๔ มีความว่า "เมื่อนายจ้างหรือลูกจ้างประสงค์จะเรียกร้องให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงหรือกำหนดข้อตกลงใหม่เกี่ยวกับสภาพการจ้างในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายที่เรียกร้อง ให้แจ้งข้อเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ" แสดงว่าสภาพการจ้างย่อมเปลี่ยนแปลงได้ การที่โจทก์เสนอขอขึ้นค่าจ้างให้ร้อยละ ๗ ก็เป็นการยอมรับว่าโจทก์เองก็พร้อมที่จะเปลี่ยนสภาพการจ้างเหมือนกัน เป็นแต่ไม่อาจตกลงกับลูกจ้างในเรื่องจำนวนค่าจ้างที่จะขึ้น การที่จำเลยชี้ขาดและสั่งให้โจทก์ขึ้นเงินเดือนลูกจ้างเพิ่มขึ้นจากที่โจทก์เสนออีกร้อยละ ๑ เป็นร้อยละ ๘ จึงหาเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่โจทก์อ้างไม่ และกรณีนี้มิใช่จะปรับด้วยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๐๓ ข้อ ๒ ตามที่โจทก์ฎีกา ข้อต่อมาโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มิได้ผิดสัญญาเช่าโรงกลั่นน้ำมันของกระทรวงกลาโหมในเรื่องการสร้างบ้านพักและสัญญาจ้างมิได้ระบุว่าโจทก์จะต้องสร้างบ้านพักให้แก่ลูกจ้างของโจทก์ ทั้งโรงกลั่นน้ำมันก็ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร การที่จำเลยชี้ขาดให้โจทก์ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านให้แก่ลูกจ้างของโจทก์ในอัตราร้อยละ ๑๕ ของเงินเดือนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า การจัดหาบ้านพักให้ลูกจ้างหรือจ่ายเงินค่าเช่าบ้านให้ลูกจ้างถือได้ว่าเป็นสวัสดิการหรือประโยชน์อื่นของลูกจ้างอันอยู่ในความหมายของคำว่า "สภาพการจ้าง" ดังกล่าวข้างต้น เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นในเรื่องนี้ย่อมถือว่าเป็นข้อพิพาทแรงงานอันจำเลยซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจชี้ขาดได้ การที่จำเลยพิจารณาสัญญาเช่าโรงกลั่นน้ำมันระหว่างโจทก์ผู้เป็นนายจ้างกับกระทรวงกลาโหมก็ดี พิจารณาการจ่ายค่าเช่าบ้านของบริษัทเอสโซ่สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด ก็ดี ก็เพื่อประกอบดุลพินิจการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ไม่มีเหตุอันจะพึงกล่าวได้ว่า คำชี้ขาดของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2490/2519 บริษัทซัมมิท อินดัสเทรียล จำกัด โดย ม.ร.ว.นิติวัฒน์ เกษมศรี ผู้รับมอบอำนาจ นายดำริ น้อยมณี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้รับมอบอำนาจ - บริษัทซัมมิท อินดัสเทรียล จำกัด โดย ม.ร.ว.นิติวัฒน์ เกษมศรี · จำเลย - นายดำริ น้อยมณี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จันทร์ ระรวยทรง · กฤษณ์ โสภิตกุล · ชุบ วีระเวคิน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสมบูรณ์ บุญภินนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวัฒน์ ผดุงจิตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2894/2532ฎีกา 685/2512ฎีกา 1611/2512ฎีกา 1875/2566ฎีกา 1397/2544ฎีกา 4777/2549ฎีกา 127/2531ฎีกา 955/2536ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 7635/2543ฎีกา 2364/2524ฎีกา 2093/2532ฎีกา 2839/2527ฎีกา 3539/2536ฎีกา 1479/2526ฎีกา 7420/2537ฎีกา 3362/2529ฎีกา 1307/2566ฎีกา 4211/2534ฎีกา 1986/2541ฎีกา 2431/2530ฎีกา 6689/2542ฎีกา 2579/2531ฎีกา 7084-7289/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา