⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2657/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2657/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาประธานมีข้อตกลงให้ผู้กู้ชำระดอกเบี้ยเป็นงวดๆ และกำหนดว่าหากผิดนัดชำระดอกเบี้ยเพียงงวดเดียว ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกต้นเงินคืนได้ทันที การผิดนัดชำระดอกเบี้ยแต่ละงวด ถือเป็นมูลหนี้ที่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย และอายุความจะเริ่มนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ให้จำเลยกู้เงิน สัญญากู้ข้อ 3 กำหนดให้ใช้ต้นเงินคืนวันที่ 4 มิถุนายน 2508 สัญญาข้อ 4 กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทุกเดือน และในสัญญาข้อ 6 มีความว่า "แม้ว่าข้าพเจ้า (จำเลย) ประพฤติผิดสัญญานี้แต่ข้อหนึ่งข้อใดก็ดี ยอมให้ท่าน (โจทก์) ฟ้องร้องเรียก6 นี้ ถ้าจำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยในเดือนใด นับแต่วันนั้นโจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องต้นเงินคืนได้แล้ว ไม่จำต้องรอจนครบกำหนดวันใช้ต้นเงินคืนตามสัญญาข้อ 3 จำเลยผิดนัดไม่นำดอกเบี้ยมาชำระให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 4กรกฎาคม 2507 โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้และดอกเบี้ยในวันที่ 9 กันยายน 2517 จึงเกิน 10 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.169 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินกู้และดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์นำดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองซึ่งเกินอัตราตามกฎหมายมาทำเป็นสัญญากู้ตามฟ้อง และโจทก์ฟ้องจำเลยตามสัญญาจำนองคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ โจทก์เอาดอกเบี้ยเกินอัตรามาทำเป็นสัญญากู้ใหม่อีก จึงเป็นโมฆะ ตั้งแต่ทำสัญญากู้จำเลยไม่เคยส่งดอกเบี้ยแก่โจทก์เลยจนวันนี้เกินกว่า 10 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามสัญญากู้ที่โจทก์ฟ้องครบกำหนดใช้เงินวันที่ 4 มิถุนายน 2508 โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องและเริ่มนับอายุความได้ต่อเมื่อหลังวันครบกำหนดตามสัญญากู้แล้ว เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองได้กู้เงินโจทก์ไปจริงตามฟ้อง พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกู้และรับเงินจากโจทก์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2507ในสัญญาข้อ 3 ได้กำหนดให้ใช้ต้นเงินคืนวันที่ 4 มิถุนายน 2508 ส่วนข้อ 4จำเลยยอมชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ร้อยละ 1.25 บาทต่อเดือนทุกเดือนไปและในสัญญาข้อ 6 มีความว่า "แม้ว่าข้าพเจ้า (จำเลย) ประพฤติผิดสัญญานี้แต่ข้อหนึ่งข้อใดก็ดี ยอมให้ท่าน (โจทก์) ฟ้องร้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ข้าพเจ้าตามกฎหมาย" ตามข้อสัญญาข้อ 6 นี้ ถ้าจำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยในเดือนใดนับแต่วันนั้นโจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องต้นเงินคืนได้แล้ว ไม่จำต้องรอจนครบกำหนดวันใช้ต้นเงินคืนตามสัญญาข้อ 3 เพราะถือว่าจำเลยได้ผิดสัญญาข้อ 4 แล้ว และฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้นำดอกเบี้ยมาชำระให้โจทก์ จำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2507 อายุความฟ้องเรียกต้นเงินคืนจึงเริ่มนับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2507 โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กันยายน 2517 จึงเกิน 10 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 ประกอบ 164 พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2657/2519 นางสาวจู ศรีไพบูลย์ โจทก์ นางนิล ตันเสียงสม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวจู ศรีไพบูลย์ · จำเลย - นางนิล ตันเสียงสม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิสัณห์ ลีตเวทย์ · บัญญัติ สุชีวะ · สวัสดิ์ สุขศรีวงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1045/2484ฎีกา 1962/2548ฎีกา 5324/2537ฎีกา 285/2503ฎีกา 451/2491ฎีกา 2624/2551ฎีกา 2074/2545ฎีกา 1609-1610/2519ฎีกา 10166/2539ฎีกา 472/2526ฎีกา 394/2550ฎีกา 4082/2530ฎีกา 6239/2551ฎีกา 1457/2526ฎีกา 2384/2536ฎีกา 7635/2543ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 1055/2492ฎีกา 6052/2537ฎีกา 2093/2532ฎีกา 1882/2518ฎีกา 1531/2526ฎีกา 2013/2531ฎีกา 4573-5228/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา