⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 395/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 395/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวเท่าที่สามารถทำได้ หรือต่อหน้าบุคคลอื่น 2 คนที่เจ้าพนักงานขอร้องมาเป็นพยาน หากหาบุคคลดังกล่าวไม่ได้ การค้นที่กระทำต่อหน้าบุคคลอื่นเท่าที่สามารถหาได้ ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การค้นในที่รโหฐานนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 102 บัญญัติให้ทำการค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้น เท่าที่สามารถจะทำได้ หรือถ้าหาบุคคลเช่นกล่าวนั้นไม่ได้ ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอย่างอื่น 2 คน ซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยาน ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าสามารถทำการค้นได้ต่อหน้าคนอื่น ฉะนั้น การที่จำเลยกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานทำการค้นบ้านโจทก์ต่อหน้ามารดาโจทก์และบุคคลอื่นอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งจำเลยขอร้องมาเป็นพยาน จึงอาจเป็นกรณีที่จำเลยกระทำเท่าที่สามารถจะทำได้ และไม่อาจหาบุคคลอื่นใดมาเป็นพยานในการค้นของจำเลยมากไปกว่านั้น ถือได้ว่าเป็นการค้นที่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.102

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้บุกรุกเข้าไปในห้องของโจทก์ขณะที่โจทก์ไม่อยู่ จำเลยกับพวกรื้อค้นสิ่งของในห้องของโจทก์โดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีเหตุตามกฎหมาย ไม่มีหมายค้น หมายจับ ไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๓๖๒, ๓๖๕, ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษาว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลทุกข้อหา ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๒ ซึ่งบัญญัติให้เจ้าพนักงานค้นต่อหน้าคนในบ้าน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่านายสุ่นมารดาโจทก์ซึ่งอยู่ในบ้านตาบอดทั้งสองข้างและหูหนวกด้วย จึงไม่สามารถ "รู้" และ "เห็น" ได้ พวกจำเลยจึงได้เชิญนายหยัด เรืองต่อวงศ์ มาเป็นพยานในการตรวจค้น ฉะนั้น จะถือว่าเป็นการค้นต่อหน้าคนในบ้านโจทก์หาได้ไม่ นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๒ วรรคแรก บัญญัติว่า "การค้นในที่รโหฐานนั้น ก่อนลงมือค้นให้เจ้าพนักงานผู้ค้นแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อน และเท่าที่สามารถจะทำได้ ให้ค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่ หรือบุคคลในครอบครัวผู้นั้น หรือถ้าหาบุคคลเช่นนั้นไม่ได้ ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคน ซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยาน" กฎหมายบัญญัติไว้ดังนี้ และศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาดังกล่าวข้างต้นโดยไม่ได้ความว่าจำเลยกับพวกสามารถทำการค้นได้ต่อหน้าคนอื่น นอกจากนางสุ่น ในฐานะบุคคลในครอบครัวของโจทก์ หรือนอกจากนายหยัด เรืองต่อวงศ์ ในฐานะบุคคลอื่นโดยมีบุคคลอีกคนหนึ่งรวมเป็นสองคนตามบทกฎหมายที่กล่าวแล้วได้ การที่จำเลยกับพวกค้นบ้านโจทก์ต่อหน้านางสุ่นกับนางหยัด เรืองต่อวงศ์ จึงอาจเป็นกรณีที่จำเลยกระทำเท่าที่สามารถจะทำได้ และไม่อาจจะหาบุคคลอื่นใดมาเป็นพยานในการค้นของจำเลยมากไปกว่านั้น ถือได้ว่าเป็นการค้นที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๒ แล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 395/2519 นางชุลี รักยุทธ์ โจทก์ ร้อยตำรวจตรี วิทยา โกสิยะสถิต ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางชุลี รักยุทธ์ · ล. - ร้อยตำรวจตรี วิทยา โกสิยะสถิต ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สงวน สิทธิไชย · อุดม จาละ · ปรีชา สุมาวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายชวลิต บุญถนอม · ศาลอุทธรณ์ - นายวรา ไวยหงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 779/2487ฎีกา 4791/2528ฎีกา 3912/2553ฎีกา 70/2483ฎีกา 2892/2536ฎีกา 837/2483ฎีกา 5455/2534ฎีกา 1455/2544ฎีกา 4793/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา