⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 409/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 409/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อประเด็นข้อพิพาทบางประการได้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว คู่ความจะรื้อฟื้นประเด็นที่ยุติไปแล้วนั้นขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์หรือฎีกาต่อไปอีกไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยบุกรุก ขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นที่ดินโฉนดที่ 1174 ของบุตรจำเลย จำเลยมิได้ทำละเมิด และค่าเสียหายไม่ถึงจำนวนที่ฟ้อง ศาลอุทธรณ์ฟังว่าที่พิพาทเป็นที่ดินนอกโฉนดที่1174 และเป็นที่ดินของ ก. เมื่อ ก. ตายแล้วฝ่ายโจทก์ครอบครองตลอดมา จำเลยเพิ่งโต้แย้งการครอบครองไม่ถีง 1 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดสิทธิฟ้องร้องเรียกคืนการครอบครอง โจทก์เป็นทายาทคนหนึ่งของ ก. จึงมีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นที่ว่าจำเลยละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ และโจทก์เสียหายเพียงใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดังนี้ เมื่อจำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้ฎีกา ประเด็นที่ว่าที่พิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ 1174 ของจำเลยหรือไม่ โจทก์ขาดสิทธิครอบครองและมีอำนาจฟ้องหรือไม่จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ว่าจำเลยละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์เสียหายจริงแล้ว จำเลยคงมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านในประเด็นเรื่องละเมิดและค่าเสียหายเท่านั้นจะรื้อฟื้นประเด็นที่ยุติไปแล้วเป็นข้ออุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีกหาได้ไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ไม่ได้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแต่ผู้เดียว มิได้ให้จำเลยร่วมต้องรับผิดด้วย จำเลยร่วมจะฎีกาในประเด็นเรื่องค่าเสียหายด้วยหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.223 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.242 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าแย่งการครอบครองที่ดินมือเปล่าของโจทก์ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทและขับไล่จำเลย ทั้งให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๒,๓๐๐ บาท กับอีกปีละ ๘๐๐ บาท จนกว่าจำเลยจะออกจากที่พิพาท จำเลยให้การว่า ที่พิพาทตามฟ้องเป็นที่ดินอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๗๔ ซึ่งเป็นของนายเทือง มีทรัพย์ บุตรจำเลย โจทก์ไม่เคยเข้ามาครอบครองอย่างเป็นเจ้าของและที่พิพาทได้ผลจากการทำนาไม่เกินปีละ ๑๐๐ บาท โจทก์ร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกนายประเทือง มีทรัพย์ เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกับจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ที่พิพาทเป็นที่นอกโฉนดเลขที่ ๑๑๗๔ นางกิมลี้ ได้แจ้ง ส.ค.๑ ไว้ เมื่อนางกิมลี้ตายแล้ว ฝ่ายโจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทตลอดปี จำเลยเพิ่งโต้แย้งการครอบครอง คดีโจทก์ไม่ขาดสิทธิฟ้องร้องเรียกคืนการครอบครอง และเมื่อนางกิมลี้ตายที่พิพาทก็ตกเป็นของทายาท โจทก์เป็นบิดาและเป็นทายาทจึงมีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นที่ว่า จำเลยละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ และโจทก์เสียหายเพียงใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปตัดต้นไม้และทำนาในที่พิพาทจริง ส่วนจำเลยร่วมฟังไม่ได้ว่าร่วมบุกรุกด้วย พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายกับค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เป็นเงิน ๒,๓๐๐ บาท และต่อ ๆ ไปปีละ ๘๐๐ บาท จนกว่าจำเลยจะออกจากที่พิพาท จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอยู่ภายในเขตโฉนดเลขที่ ๑๑๗๔ ของจำเลยร่วม และแม้จะฟังว่าที่พิพาทเป็นที่ดิน ซึ่งนางกิมลี้แจ้ง ส.ค.๑ ไว้ แต่ผู้มีสิทธิครอบครองก็ได้สละละทิ้งการครอบครองไปเกินกว่า ๑ ปี จึงขาดสิทธิการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและคดีโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ โดยฟังว่าที่พิพาทเป็นที่นอกโฉนดเลขที่ ๑๑๗๔ จำเลยแย่งการครอบครองยังไม่ครบ ๑ ปี คดีโจทก์ไม่ขาดสิทธิฟ้องร้อง และพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นที่ว่าจำเลยละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ และโจทก์เสียหายเพียงใด จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวภายในกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้ฎีกา ประเด็นที่ว่าที่พิพาทอยู่นอกเขตโฉนด ๑๑๗๔ หรือไม่ โจทก์ขาดสิทธิครอบครองและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับนั้น ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาในประเด็นที่ว่า จำเลยละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์เสียหายจริงแล้ว จำเลยก็คงมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านในประเด็นเรื่องละเมิดและค่าเสียหายได้ต่อไปเท่านั้น ส่วนประเด็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยจะรื้อฟื้นเป็นข้ออุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีกหาได้ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยและจำเลยร่วมจึงเป็นอันตกไป ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ไม่ได้ สำหรับในประเด็นเรื่องละเมิดและค่าเสียหายซึ่งจำเลยยังมีสิทธิฎีกาได้ต่อไปนั้น ปรากฏว่าจำเลยฎีกาขึ้นมาเฉพาะในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย มิได้ฎีกาในประเด็นเรื่องละเมิดด้วย คดีจึงมีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นการเกินสมควรไปหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าวแล้ว ฟังว่าโจทก์เสียหายจริงตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยร่วมฎีกาในข้อนี้ขึ้นมาด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทังสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแต่ผุ้เดียว มิได้ให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดด้วย จำเลยร่วมจึงฎีกาในข้อนี้ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 409/2519 นายเปล่ง เอี่ยมคำ โจทก์ นางแจ๋ว มีสัตย์ ล. นายประเทือง มีทรัพย์ จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเปล่ง เอี่ยมคำ · ล. - นางแจ๋ว มีสัตย์ · จำเลยร่วม - นายประเทือง มีทรัพย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แผ้ว ศิวะบวร · จันทร์ ระรวยทรง · พยนต์ ยาวะประภาษ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสิงห์บุรี - นายเอกชัย วิมานะ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมัย พนมวัน ณ อยุธยา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 5473/2548ฎีกา 99/2541ฎีกา 3206/2537ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8735/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 2520/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 8444/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 4484/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา