⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 442/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 442/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธตามกฎหมาย กำหนดให้ผู้กระทำความผิดทุกคนต้องมีอาวุธ หรือร่วมกันมีอาวุธ หากผู้กระทำความผิดบางคนไม่มีอาวุธและไม่ได้ร่วมกันมีอาวุธ การกระทำของผู้นั้นอาจไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องอีก 4 คน ร่วมกันมีปืนเป็นอาวุธทำการปล้นทรัพย์ ได้ความว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีอาวุธอะไรเลย และจำเลยที่ 1 มีเพียงมีดปลายแหลมอย่างเดียวเท่านั้น คนร้ายที่มีปืนคือพวกที่ยังจับตัวไม่ได้ ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 15 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 14, 15 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามบทมาตราดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 ฎีกาดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 15 ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ เพราะเป็นเหตุในลักษณะคดี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ม.14 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องอีก ๔ คน ได้ร่วมกันมีปืนเป็นอาวุธติดตัวทำการปล้นเอารถยนต์ ๑ คัน ราคา ๕๔,๓๐๐ บาท ของนายกำจร แหวน ๑ วง ราคา ๑,๖๐๐ บาท เงิน ๑๐๐ บาทของนายนิวัฒน์ , นาฬิกาข้อมือ ๑ เรือน ราคา ๓๕๐ บาท เงิน ๑,๘๐๐ บาทของพระสมุห์สมใจ ในการปล้นนี้จำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนขู่เข็ญเจ้าทรัพย์ว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ พาเอาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ก่อนคดีนี้จำเลยที่ ๑ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ๓ เดือน ปรับ ๑,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด ๓ ปี จำเลยมากระทำผิดในคดีนี้ภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔, ๑๕ ให้จำเลยร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๓,๘๕๐ บาทแก่เจ้าทรัพย์ และนำเอาโทษของจำเลยที่ ๑ ที่ศาลรอการลงโทษมาบวกกับโทษในคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ จำเลยที่ ๑ รับว่ายังอยู่ในระหว่างรอการลงโทษตามโจทก์ฟ้องจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี, ๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔, ๑๕ ให้จำคุก ๒๔ ปี คำรับชั้นสอบสวนมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ ๑ ใน ๔ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๘ ปี บวกโทษที่รอไว้ ๓ เดือนเข้าด้วย รวมเป็นโทษ ๑๘ ปี ๓ เดือน ให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๓,๘๕๐ บาทแก่เจ้าทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง, ๓๔๐ ตรี, ๘๓ ให้จำคุก ๑๘ ปี ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๓,๘๕๐ บาท แก่เจ้าทรัพย์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้ต้น จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมทำการปล้นทรัพย์ด้วย แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ มิได้มีอาวุธอะไรเลย จำเลยที่ ๑ มีเพียงมีดปลายแหลมเป็นอาวุธอย่างเดียวเท่านั้น คนร้ายที่มีอาวุธปืนคือพวกของจำเลยที่ยังจับตัวไม่ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๕ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วย จึงยังไม่ถูกต้องและแม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ ๑ ได้ เพราะเป็นเหตุในลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ ส่วนในเรื่องราคาทรัพย์นั้น ได้ความตามคำนายวิวัฒน์ เจ้าของทรัพย์ว่าแหวนทองคำราคา ๑,๕๐๐ บาท มิใช่ ๑,๖๐๐ บาท ตามฟ้อง ฉะนั้น ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจึงรวมเป็นเงิน ๓,๗๕๐ บาทเท่านั้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔ ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๖ ปี จำเลยที่ ๑ รับสารภาพชั้นสอบสวนมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ ๑ ใน ๔ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๒ ปี บวกโทษที่รอไว้ ๓ เดือนเข้าด้วย รวมเป็นโทษจำคุก ๑๒ ปี ๓ เดือน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๓,๗๕๐ บาท แก่เจ้าทรัพย์ด้วย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 442/2519 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นายชื่น มะสุวรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช · ล. - นายชื่น มะสุวรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุธี ชอบธรรม · สนับ คัมภีรยส · สมชัย ทรัพย์วณิช
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายนิวัฒน์ แก้วเกิดเคน · ศาลอุทธรณ์ - นายพิทยา มงคล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 664/2520ฎีกา 6355/2544ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 726/2487ฎีกา 11720/2555ฎีกา 7201/2568ฎีกา 778/2519ฎีกา 11/2539ฎีกา 6344/2551ฎีกา 472/2539ฎีกา 3374/2566
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา