⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1324/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกำหนดเขตป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกาให้พิจารณาจากแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเป็นสำคัญ แม้ข้อเท็จจริงจะขัดแย้งกับข้อความในพระราชกฤษฎีกา แต่หากอยู่ในแนวเขตตามแผนที่ก็ถือว่าอยู่ในเขตป่าคุ้มครอง การได้มาซึ่งหนังสือรับรองการทำประโยชน์ภายหลังการกำหนดเป็นป่าคุ้มครอง ไม่ทำให้เกิดสิทธิอันใดที่จะยันต่อแผ่นดินได้

ย่อคำพิพากษา

มาตรา 3 แห่งพระราชกฤฎีกากำหนดป่าไสโป๊ะ ๆ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ.2496 บัญญัติว่า "ให้ป่าไสโป๊ะในท้องที่ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้เป็นป่าคุ้มครอง" ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าที่พิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาประกอบด้วย แม้ได้ความว่าที่พิพาทอยู่ในท้องที่ตำบลกระบี่ใหญ่ มิใช่ตำบลกระบี่น้อยก็ตามแต่เมื่อปรากฏว่าอยู่ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ก็ต้องถือว่าที่พิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แม้ที่พิพาทจะมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่เมื่อได้มาหลังจากที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่พิพาทเป็นป่าคุ้มครองแล้ว จึงหามีผลให้ได้สิทธิอย่างใดยันต่อแผ่นดินได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1306 พระราชกฤษฎีกากำหนดป่าไสโป๊ะในท้องที่ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ.2496 ม.3 พระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ม.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ม.6 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.12 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.14 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.36 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ นายหยิน เต็กกิ้ม ได้จับจองที่ดิน ๑ แปลง อยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลกระบี่ใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ได้ปลูกเรือนทำประโยชน์ และได้แจ้ง ส.ค.๑ แล้ว เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ นายหยินตาย นายบุญบุตรได้รับมรดกและขอรับรองการทำประโยชน์แล้วโอนขายให้โจทก์เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๒ ปลาย พ.ศ.๒๕๐๙ ได้มีเจ้าพนักงานกรมป่าไม้ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ บุกรุกรังวัดสอบเขตทับที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๔๙๖ จำเลยที่ ๑ ได้ออกประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ป่าไสโป๊ะในท้องที่ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เป็นป่าคุ้มครอง แต่ปรากฏว่าแนวเขตในแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานั้นผิดพลาด โดยรุกล้ำไปทับที่ดินของราษฎรในท้องที่ตำบลทับปริกและตำบลกระบี่ใหญ่ซึ่งอยู่นอกท้องที่ตำบลกระบี่น้อยเป็นผลให้ที่ดินของโจทก์ถูกคุ้มครองติดแผนที่ท้ายพะราชกฤษฎีกาดังกล่าวไปด้วยทั้งนี้ด้วยความจงใจประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยทั้งสอง และปรากฏว่ามิได้มีการปิดประกาศโฆษณาให้เจ้าของที่ดินในท้องที่ตำบลทับปริกและตำบลกระบี่ใหญ่ทราบ ฉะนั้นที่ดินนอกตำบลตามพระราชกฤษฎีกาจึงไม่เป็นป่าคุ้มครองตามกฎหมาย แม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ กำหนดให้ป่าคุ้มครองซึ่งมีมาก่อนเป็นป่าสงวนแห่งชาติก็ไม่มีผลบังคับ ขอให้ศาลพิพากษาว่าพระราชกฤษฎีกาคุ้มครองสงวนป่าไสโป๊ะ มาตรา ๓ ส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในท้องที่ตำบลทับปริก ตำบลกระบี่ใหญ่ และทับที่ดินของโจทก์นั้นผิดกฎหมาย ห้ามจำเลยและบริวารมิให้เข้ารังวัดสอบเขตทับที่ดินของโจทก์และมิให้เกี่ยวข้องขัดขวางการใช้สิทธิครอบครองของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า นายยิ้น เต็กกิ้ม ได้บุกรุกยึดถือที่พิพาทโดยพลการ ที่พิพาทเป็นที่ดินในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดป่าไสโป๊ะฯ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ.๒๔๙๖ และอยู่ภายในแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ได้มีการสำรวจและออกประกาศให้ทราบแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน นายยิ้นยื่น ส.ค.๑ โดยไม่สุจริต ไม่มีสิทธิในที่พิพาท หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่เจ้าพนักงานออกให้นายบุญ ออกให้ไม่ชอบและไม่สุจริต นายยิ้น นายบุญและโจทก์ต่างก็ทราบว่าที่พิพาทเป็นป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกา จึงไม่มีสิทธิอย่างใด จำเลยทั้งสองและเจ้าหน้าที่มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อกลั่นแกล้งโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งตามคำขอ เพราะเป็นผลให้ยกเลิกเพิกถอนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองเพียงแต่ตรวจสอบเขตตามแนวแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น มิได้โต้แย้งสิทธิรบกวนสิทธิหรือทุจริตกลั่นแกล้งโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย โจทก์นำคดีมาสู่ศาลโดยไม่สุจริต ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า พราะราชกฤษฎีกากำหนดป่าไสโป๊ะในท้องที่ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ.๒๔๙๖ ไม่มีผลบังคับให้ที่พิพาทของโจทก์เป็นป่าคุ้มครองและเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ารังวัดสอบเขตและห้ามเกี่ยวข้องขัดขวางการใช้สิทธิครอบครองของโจทก์ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทอยู่ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าไสโป๊ะในท้องที่ตำบลกระบี่น้อย อำเภอกระบี่น้อย จังหวัดกระบี่ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ.๒๔๙๖ ขณะเจ้าพนักงานป่าไม้สำรวจเพื่อออกพระราชกฤษฎีกาให้เป็นป่าคุ้มครอง ยังไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของที่พิพาท เจ้าพนักงานได้ประกาศและชี้แจงให้ราษฎรในท้องที่ตำบลกระบี่ใหญ่ทราบแล้ว นายยิ้นเพิ่งเข้าครอบครองหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่าที่พิพาทอยู่ในท้องที่ตำบลกระบี่ใหญ่ แต่ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวกำหนดเฉพาะป่าไสโป๊ะในท้องที่ตำบลกระบี่น้อยเท่านั้นให้เป็นป่าคุ้มครอง ฉะนั้นที่พิพาทจึงอยู่นอกเขตป่าคุ้มครองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าที่พิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าไสโป๊ะในท้องที่ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ.๒๔๙๖ หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานั้นประกอบด้วย เพราะมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ป่าไสโป๊ะในท้องที่ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้เป็นป่าคุ้มครอง" ฉะนั้นจะพิจารณาแต่เพียงท้องที่ตำบลกระบี่น้อยอย่างเดียวเท่านั้นหาถูกต้องไม่ เพราะการจะรู้ว่าป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีอาณาเขตกว้างยาวมากน้อยเพียงใดก็ต้องดูจากแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานั้น หากดูแต่ชื่อตำบลอย่างเดียวจะทราบได้อย่างไรว่าป่าคุ้มครองที่กำหนดนั้นมีอาณาเขตกว้างยาวเพียงใด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าที่พิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่าที่พิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์อันเป็นเอกสารมหาชน ต้องถือว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง แสดงว่าที่พิพาทมิได้อยู่ในเขตป่าคุ้มครองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครอง ฉะนั้นแม้ที่พิพาทจะมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์แต่ก็ได้หนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นมาใน พ.ศ.๒๕๐๒ หลังจากที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าไสโป๊ะเป็นป่าคุ้มครองแล้ว ฉะนั้นหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นจึงหามีผลให้โจทก์ได้สิทธิอย่างใดในที่พิพาทยันต่อแผ่นดินได้ไม่ ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์นี้ได้มาโดยชอบเพียงใดหรือไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2520 นายสุทธิ บัวแก้ว โจทก์ กระทรวงเกษตร โดยพระประกาศสหกรณ์ รัฐมนตรีที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุทธิ บัวแก้ว · ล. - กระทรวงเกษตร โดยพระประกาศสหกรณ์ รัฐมนตรีที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บัญญัติ สุชีวะ · พิสัณห์ ลีตเวทย์ · พิทยา มงคล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกระบี่ - นายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายโสพิทย์ คังคะเกตุ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 938/2481ฎีกา 2898/2543ฎีกา 1823/2493ฎีกา 5122-5123/2566ฎีกา 2524-2525/2543ฎีกา 2649-2660/2530ฎีกา 764/2509ฎีกา 163/2491ฎีกา 1912/2540ฎีกา 734/2516ฎีกา 2668/2520ฎีกา 1534/2565ฎีกา 4810/2542ฎีกา 485/2486ฎีกา 6667/2542ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 456/2506ฎีกา 1768/2548ฎีกา 367/2568ฎีกา 6988/2540ฎีกา 3646/2565ฎีกา 1405/2515ฎีกา 1331/2479ฎีกา 472/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา