คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1444/2520
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งอ้างว่าตนได้เช่าอาคารจากจำเลยโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน ถือเป็นข้อต่อสู้ของตนเองต่างหาก ซึ่งศาลจะวินิจฉัยในชั้นนี้ไม่ได้ว่าบุคคลนั้นเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ในฐานผู้จัดการมรดกของ น.ฟ้องจำเลยว่าทำการก่อสร้างอาคารลงในที่ดินของ น.โดยไม่มีอำนาจ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์สั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปอยู่และทำการค้าในที่ดิน และอาคารที่กำลังก่อสร้างของ น. ต่อมาศาลชั้นต้นเห็นว่า ย. เป็นบริวารจำเลยมีคำสั่งให้ ย. ปฏิบัติตามคำสั่งห้ามชั่วคราว ดังนี้เมื่อ ย. ต่อสู้ว่า ย. ได้จองเช่าอาคารจากจำเลยโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและด้วยความรู้เห็นยินยอมของเจ้าของที่ดิน จึงเป็นเรื่อง ย.ยกข้อต่อสู้ของตนเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก ในชั้นนี้ยังฟังไม่ได้ว่า ย.เป็นบริวารของจำเลย ศาลจะบังคับ ย.ตามคำร้องขอให้จับ ย. ไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแนบ พหลโยธินฟ้องว่าจำเลยทำการก่อสร้างอาคารลงในที่ดินของนายแนบโดยไม่มีอำนาจ ขอให้หยุดก่อสร้างและส่งมอบที่ดินให้โจทก์ จำเลยให้การว่าตัวแทนของนายแนบตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินสร้างตึกแถวและอาคารพาณิชย์ โดยให้จำเลยมีสิทธิเรียกเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่าได้
ในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปอยู่ในที่ดินและอาคารที่กำลังก่อสร้าง ต่อมาโจทก์ขอให้จับจำเลยและนายเยี้ยง แซ่เบ๊ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นบริวารของจำเลยฐานจงใจขัดขืนคำสั่งห้ามชั่วคราว
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังว่า นายเยี้ยงเป็นบริวารของจำเลย มีคำสั่งให้นายเยี้ยงปฏิบัติตามคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลภายใน ๓๐ วันนับแต่วันทราบคำสั่ง หากไม่ปฏิบัติจะถูกยึดทรัพย์หรือถูกจับกุมและจำขังตามกฎหมาย
นายเยี้ยงอุทธรณ์ว่าไม่ใช่บริวารของจำเลย
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
นายเยี้ยงฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความตามคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๑๖ ว่า ขณะที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล จำเลยได้ให้นายเยี้ยง แซ่เบ๊และบริวารเข้าไปอาศัยอยู่ในอาคารที่ปลูกในที่ดินพิพาทซึ่งยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ และนายเยี้ยงได้เปิดร้านขายอาหารในอาคารนั้น โจทก์ห้ามแล้ว นายเยี้ยงไม่เชื่อฟัง โจทก์จึงมาร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราว ฝ่ายนายเยี้ยง แซ่เบ๊ก็อ้างและนำสืบว่านายเยี้ยงและครอบครัวได้ไปอาศัยอยู่ในอาคารที่ปลูกในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๑๕ โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจองเช่าอาคารที่นายเยี้ยงทำกับจำเลย โดยได้เสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยแล้ว เมื่ออาคารสร้างเสร็จแล้ว จำเลยจะพานายเยี้ยงไปทำสัญญาเช่าอาคารกับเจ้าของที่ดิน ดังนี้ศาลฎีกาเห็นว่านายเยี้ยง แซ่เบ๊ต่อสู้ว่านายเยี้ยงได้จองเช่าอาคารที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและด้วยความรู้เห็นยินยอมของเจ้าของที่ดิน ทั้งปรากฏตามหลักฐานท้ายคำขอทุเลาการบังคับของนายเยี้ยงในชั้นอทุธรณ์และฎีกาว่า นายเยี้ยงได้ฟ้องโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลยขอบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญา ตามสำนวนคดีแพ่งของศาลแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๙๖/๒๕๑๗ ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณา จึงเป็นเรื่องที่นายเยี้ยงยกข้อต่อสู้ของตนเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก ในชั้นนี้ยังฟังไม่ได้ว่านายเยี้ยงเป็นบริวารของจำเลย ศาลจะบังคับนายเยี้ยงตามคำร้องขอให้จับนายเยี้ยงหาได้ไม่
พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้จับนายเยี้ยง แซ่เบ๊เสีย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1444/2520
หลวงสารนัยประสาสน์ กับพวกรวม 2 คน โจทก์
นายบรรพต สุวรรณทวีศรี กับพวกรวม 2 คน ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - หลวงสารนัยประสาสน์ กับพวกรวม 2 คน · ล. - นายบรรพต สุวรรณทวีศรี กับพวกรวม 2 คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | กฤษณ์ โสภิตกุล · สุมิตร ฟักทองพรรณ · ชุบ วีระเวคิน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายภิญโญ ธีรนิติ · ศาลอุทธรณ์ - นายอัมพล สุวรรณภักดี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา