⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1451/2521

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1451/2521

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อตัวแทนทำสัญญาประกันภัยโดยมิได้เปิดเผยชื่อตัวการ ตัวการนั้นย่อมมีสิทธิแสดงตนให้ปรากฏและรับเอาสัญญาประกันภัยนั้นไว้ได้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

รถยนต์ที่ บ.เอาไปประกันภัยค้ำจุนกับจำเลยที่ 2 เป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 โดย บ.เป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 ในสัญญาประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไว้จริงจึงน่าเชื่อว่า บ.เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 โดยไม่เปิดเผยชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 เอารถยนต์ไปประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการมิได้เปิดเผยชื่อกลับแสดงตนให้ปรากฏและรับเอาสัญญาประกันภัยซึ่ง บ.ตัวแทนได้ไว้แทนตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 โจทก์และจำเลยที่ 2 ท้ากันให้ศาลวินิจฉัยโดยไม่ต้องสืบพยานว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยค้ำจุนหรือไม่ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงในคำให้การของจำเลยที่ 1 มาวินิจฉัย ก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยความรับผิดตามสัญญาประกันภัยที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ท้ากันหาใช่เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นที่สละแล้วไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.806 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.863 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.887

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางวิมลรัตน์ นายจงลกจ้างของจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๑ ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๑ โดยประมาทเลินเล่อชนรถที่นางวิมลรัตน์โดยสารมาและนางวิมลรัตน์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนายจ้างของนายจงจึงต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้เอาประกัน จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ขอศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ มิได้ประมาทเลินเล่อ ค่าสินไหมทดแทนไม่ถึงจำนวนตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ ได้เอารถยนต์ประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แทนจำเลยที่ ๑ ในผลแห่งละเมิดอยู่แล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่เคยทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใดๆ แทนจำเลยที่ ๑ เหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์ที่นางวิมลรัตน์โดยสารมา หากศาลให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ก็รับผิดไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาทตามตารางกรมธรรม์ประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายบางส่วนให้โจทก์ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๒ ต่อไป โจทก์และจำเลยที่ ๒ รับข้อเท็จจริงกันว่าการกระทำละเมิดคดีนี้เป็นความประมาทเลินเล่อของคนขับรถยนต์จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ได้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ไว้จริง ค่าเสียหายของโจทก์จำเลยที่ ๑ ชำระให้โจทก์แล้วคงเหลือค่าเสียหายอีก ๑๐,๐๐๐ บาท โจทก์และจำเลยที่ ๒ ท้ากันให้ศาลวินิจฉัยโดยไม่ต้องสืบพยานว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ ๒ รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิด จำเลยที่ ๒ ยอมแพ้ หากศาลเห็นว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิด โจทก์ยอมแพ้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันคือนายบุญชัย ผู้ที่ จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยคือนายบุญชัย เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับผิดชอบในวินาศภัยคดีนี้ จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์จึงต้องแพ้ตามคำท้า พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามหนังสือรับรองนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทฯ ท้ายคำให้การจำเลยที่ ๑ มีว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ ๑ มี ๘ คนรวมทั้งนายบุญชัย นายบุญชัยมีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยในกรมธรรม์แทนจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ และแพ้คดีไปตามคำท้า พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ ๒ ใช้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ารถยนต์ที่ก่อให้เกิดวินาศภัยในคดีนี้เป็นของจำเลยที่ ๑ ซึ่งนายบุญชัยเอาไปประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อ ๑ คน การตายของนางวิมลรัตน์ทำให้โจทก์เสียหาย ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ชำระให้โจทก์แล้ว ๑๐,๐๐๐ บาท คงเหลือค่าเสียหายอีก ๑๐,๐๐๐ บาท ปัญหาวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๗ วรรคแรกบัญญัติว่า "อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั่น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ" ผู้เอาประกันภัยค้ำจุนในคดีนี้คือนายบุญชัย นายบุญชัยเอารถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ไปประกันภัยค้ำจุนได้อย่างไรในเมื่อตนไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ เพราะมาตรา ๘๖๓ บัญญัติว่า " อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด " จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ถูกฟ้องให้รับผิดร่วมกันเพราะมีประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ตามหนังสือรับรองของสำนักงานห้างหุ้นส่วนบริษัทฯ ท้ายคำให้การ ห้างจำเลยที่ ๑ มีหุ้นส่วนทั้งหมด ๘ คน รวมทั้งนายบุญชัย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดชอบและถือหุ้นมากที่สุด ในสัญญาประกันภัยก็ลงที่อยู่ของนายบุญชัยที่เดียวกับที่ตั้งของห้างจำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๒ รับว่าได้รับประกันภัยค้ำจนรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ไว้จริง จึงน่าเชื่อว่านายบุญชัยเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประกันภัยดังกล่าวแทนจำเลยที่ ๑ ไว้จริง โดยไม่ได้เปิดเผยชื่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า รถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ได้เอาประกันไว้กับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แทนจำเลยที่ ๑ ในผลละเมิด จึงเป็นการที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวการมิได้ เปิดเผยชื่อกลับแสดงตนให้ปรากฏและรับเอาสัญญาประกันภัยค้ำจุนซึ่งนายบุญชัยตัวแทนได้ทำไว้แทนตนตามมาตรา ๘๐๖ เมื่อจำเลยที่ ๒ แถลงรับว่าได้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ไว้จริง โดยมิได้อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่คู่สัญญา จึงเป็นการยอมรับตามคำให้การของจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เอารถยนต์ประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๒ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายบุญชัยทำสัญญาประกันภัยแทนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัย และต้องแพ้คดีตามคำท้า และที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงในคำให้การของจำเลยที่ ๑ มาวินิจฉัยนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการวินิจฉียความรับผิดตามสัญญาประกันภัยที่โจทก์และจำเลยที่ ๒ ท้ากันจึงมิใช่วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นที่สละแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๒ แถลงรับว่า จำเลยที่ ๒ ได้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ไว้จริง ศาลอุทธรณ์ย่อมยกมาประกอบการวินิจฉัยได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1451/2521 นายจำนงค์ ใจน้อม โจทก์ โรงเลื่อยจักรยิ่งฮะ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายจำนงค์ ใจน้อม · จำเลย - โรงเลื่อยจักรยิ่งฮะ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลูตม์ สวัสดิทัต · ประภาศน์ อวยชัย · พัลลภ สังโขบล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายบรรจบ อุปพงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง คล้ายแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 3996/2541ฎีกา 3206/2537ฎีกา 3131/2543ฎีกา 685/2550ฎีกา 3651/2526ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 710/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 2709/2538ฎีกา 70/2518ฎีกา 1130/2544ฎีกา 591/2513ฎีกา 963/2536ฎีกา 119/2532ฎีกา 4185/2547ฎีกา 4484/2536ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534ฎีกา 2169/2523ฎีกา 1280/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา