⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1390/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1390/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดและตัวผู้กระทำผิด - คำบรรยายฟ้องต้องครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายกำหนด

ย่อคำพิพากษา

ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 บัญญัติให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวม พยานหลักฐานทุกชนิโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นหลักฐานที่พนักงานสอบสวนสืบหามาได้เอก หรือที่ผู้เสียหายหรือผู้ต้องหายื่นต่อพนักงานสอบสวน เพื่อเป็นพยาน หรือที่บุคคลภายนอกส่งมา ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา และเพื่อที่จะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิด คำบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.131 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๑๕ ถึง ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๑๖ เวลากลางวันและกลางคืน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ซึ่งเป็นรองผู้บังคับกองและผู้บังคับกองสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราตามลำดับ และเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญาที่กิดขึ้นในเขตท้องที่ของตน ร่วมกันกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๑๕ นายหนูกับพวกไปแจ้งความต่อจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์กับพวกกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและฉ้อโกง โจทก์จึงถูกจับมาดำเนินคดีโดยมีจำเลยทั้งสองเป็นพนักงานสอบสวนในการสอบสวนคดีดังกล่าว โจทก์ได้นำเอกสารต่าง ๆ มอบต่อพนักงานสอบสวนประกอบคำให้การของโจทก์ เพื่อพนักงานสอบสวนจะได้ทราบข้อเท็จจริงและความบริสุทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์เข้าสำนวนสอบสวน โจทก์เห็นว่าจำเลยทั้งสองกลั่นแกล้วเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาเลย ครั้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๖ วันเวลาใดไม่ทราบแน่ชัด พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงได้รับสำนวนสอบสวนพร้อมด้วยความเห็นของจำเลยที่ ๒ ที่ควรสั่งฟ้องโจทก์ ในที่สุดพนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา ยื่นฟ้องโจทก์ในข้อหาว่าร่วมกันยักยอกทรัพย์ โจทก์ต่อสู้คดีโดยนำเอกสารที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับเข้าสืบเป็นพยาน ผลสุดท้ายศาลยกฟ้องคดีถึงที่สุด การกระทำของจำเลยเห็นได้ชัดแจ้งว่า เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และเพื่อแกล้งให้โจทก์รับโทษทางอาญา เหตุเกิดที่ตำบลท่าสอ้าน ตำบลบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราเกี่ยวพันกัน ของให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗, ๘๓ ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องโจทก์แล้ว เห็นว่าคำฟ้องไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามที่โจทก์อ้าง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑ บัญญัติว่า "ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา และเพื่อที่จะรู้ตัวผู้กระทำความผิด และพิสูจน์ให้เห็นความผิด" เห็นว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมหลักฐานทุกชนิดโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นหลักฐานที่พนักงานสอบสวนสืบหามาได้เอง หรือที่ผู้เสียหายหรือผู้ต้องหายื่นต่อพนักงานสอบสวน เพื่อเป็นพยานหรือที่บุคคลภายนอกส่งมา ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา และเพื่อที่จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิด ในฟ้องของโจทก์ ๆ บรรยายว่า " โจทก์นำเอกสารต่าง ๆ มองต่อพนักงานสอบสวนประกอบคำให้การของโจทก์ เพื่อพนักงานสอบสวนจะได้ทราบข้อเท็จจริง และความบริสุทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองก็ไม่ยอมรับเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์เข้าสำนวนการสอบสวน โจทก์จึงเห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเจตนาแกล้วเพื่อให้โจทก์ได้รับโทษ และได้รับความเสียหายทั้ง ๆ ที่โจทก์มิได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาเลย.." และได้บรรยายต่อไปอีกว่า พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราข้อหาว่าร่วมกันยักยอกทรัพย์ โจทก์ต่อสู้คดีโดยนำเอกสารที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับเข้าสืบพยาน ผลที่สุดศาลยกฟ้อง และคดีถึงที่สุด การกระทำของจำเลยแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และเพื่อแกล้งให้โจทก์ได้รับโทษทางอาญา เห็นว่าถ้าจำเลยทั้งสองยอมรับเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์ส่งเข้าสำนวนสอบสวนแล้ว จำเลยทั้งสองก็จะได้รับทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และอาจสั่งไม่ฟ้องโจทก์ก็ได้ แม้จะสั่งฟ้อง เมื่อพนักงานอัยการเห็นเอกสารเหล่านั้นก็อาจจะสั่งไม่ฟ้องก็ได้ คำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังที่ยกขึ้นมากล่าวแล้ว จึงมีมูลว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ พิพากษากลับเป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ตามบทมาตรานี้ต่อไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1390/2522 นายบรรจง ภู่ภักดี โจทก์ พันตำรวจตรีหม่อมหลวงชัยยุทธ นพวงศ์ ฯ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบรรจง ภู่ภักดี · จำเลย - พันตำรวจตรีหม่อมหลวงชัยยุทธ นพวงศ์ ฯ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลูตม์ สวัสดิทัต · สมชัย ทรัพยวณิช · เฟื่องขจิต รัศมิภูติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา · ศาลอุทธรณ์ - นายเปลื้อง วัฑฒนาธร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 605/2511ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 7281/2537ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา