⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2565/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ข้อ 26 และ 30 ต้องมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปริมาณการผลิตหรือการจำหน่ายตามหลักฐานทางบัญชีในรอบปีบัญชี พ.ศ. 2515 เป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งโจทก์ต้องบรรยายให้ปรากฏในฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

องค์ประกอบความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ข้อ 26,30 จะต้องมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปริมาณการผลิตหรือการจำหน่ายตามหลักฐานทางบัญชีในรอบปีบัญชี พ.ศ.2515 เป็นสารสำคัญโจทก์ต้องบรรยายในฟ้องให้ปรากฏว่าในรอบปีบัญชี พ.ศ.2515 จำเลยมีปริมาณการผลิตหรือการจำหน่ายของธุรกิจตามหลักฐานทางบัญชีเป็นจำนวนเท่าใดและในการที่จำเลยได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าให้เพิ่มปริมาณการผลิตหรือการจำหน่ายของธุรกิจในรอบปีบัญชี พ.ศ.2518 เป็นจำนวนเงิน255,000,000 บาท นั้น เป็นการเกินกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณการผลิตหรือการจำหน่ายตามหลักฐานทางบัญชีในรอบปีบัญชี พ.ศ.2515 ซึ่งเป็นการแสดงว่าจำเลยได้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืนเงื่อนไขตามกฎหมาย เมื่อในฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ฟ้องของโจทก์จึงขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า บริษัทแองโกล-ไทย (กรุงเทพฯ) จำกัด จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายรอดเน่ย วิลล์มอทท์ฟิลกริม จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวโดยมีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ถือหุ้นและคนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตามบัญชี ข. หมวด 3(1) และบัญชี ค. หมวด 1(1)หมวด 1(3) หมวด 3(1) ท้ายประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 คือการค้าปลีกสินค้าทุกชนิด การค้าส่งสินค้าทุกชนิดในประเทศการค้าปลีกสินค้าเครื่องจักรเครื่องกลและเครื่องมือและการประกอบธุรกิจบริการ รับจ้างการธุรกิจศึกษา และวิจัยตลาดรับจ้างค้ำประกัน ในบัญชี พ.ศ. 2518 (ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2518ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2519) จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าให้เพิ่มปริมาณการจำหน่ายได้ไม่เกิน 255,000,000 บาท เมื่อระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2518 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2519ทั้งเวลากลางวันกลางคืนติดต่อกันอันเป็นระยะเวลาปีบัญชี พ.ศ. 2518จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวในฐานะส่วนตัว ได้บังอาจร่วมกันประกอบธุรกิจดังกล่าวมีปริมาณการจำหน่ายทั้งสิ้นเป็นจำนวนเงิน 259,166,477 บาท อันเป็นการเพิ่มปริมาณการจำหน่ายเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าเป็นจำนวนเงิน 4,166,477 บาท เหตุที่เกิดที่แขวงสุรวงศ์ เขตบางรักกรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 3, 4, 26, 30 และสั่งให้จำเลยทั้งสองเลิกประกอบธุรกิจดังกล่าวด้วย จำเลยให้การปฏิเสธและตัดฟ้องว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามที่โจทก์กล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นอีกต่อไป พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามบทลงโทษแห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 มี 2 ข้อ ประกอบกันคือ ข้อ 30 และข้อ 26 ข้อ 30 บัญญัติว่า "คนต่างด้าวซึ่งประกอบธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้อยู่แล้วในวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับจะประกอบธุรกิจนั้นต่อไปได้ต่อเมื่อได้รับหนังสือรับรองจากอธิบดีซึ่งต้องอยู่ภายในเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ฯลฯ (2) ธุรกิจตามบัญชี ข. และ ค. ท้ายประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้จะประกอบธุรกิจต่อไปได้โดยไม่มีกำหนดเวลา แต่ห้ามมิให้ผู้รับหนังสือรับรองเพิ่มปริมาณการผลิตหรือการจำหน่ายของธุรกิจนั้นในรอบปีบัญชีต่อ ๆไป เกินกว่าร้อยละสามสิบของปริมาณการผลิตหรือการจำหน่ายของธุรกิจนั้นตามที่ปรากฏหลักฐานทางบัญชีในรอบปีบัญชี พ.ศ. 2515 หรือตั้งสาขาของธุรกิจนั้นเพิ่มขึ้นจากที่ปรากฏหลักฐานในวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี ฯลฯ ข้อ 26 บัญญัติว่า "คนต่างด้าวผู้ใดประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนข้อ 4 ฯลฯหรือฝ่าฝืนเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือรับรอง ตามข้อ 30 ต้องระวางโทษ ฯลฯ" ฉะนั้น องค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ฟ้องดังกล่าว จึงต้องมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปริมาณการผลิตหรือการจำหน่ายตามหลักฐานทางบัญชีในรอบปีบัญชี พ.ศ. 2515 เป็นสารสำคัญ กล่าวคือ โจทก์ต้องกล่าวบรรยายมาในฟ้องให้ปรากฏว่าในรอบปีบัญชี พ.ศ. 2515 จำเลยที่ 1 มีปริมาณการผลิตหรือการจำหน่ายของธุรกิจตามหลักฐานทางบัญชีเป็นจำนวนเท่าใด และในการที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าให้เพิ่มปริมาณการผลิตหรือการจำหน่ายของธุรกิจในรอบปีบัญชี พ.ศ. 2518 เป็นจำนวนเงิน245,000,000 บาท นั้นเป็นการเกินกว่าร้อยละสามสิบของปริมาณการผลิตหรือการจำหน่ายตามหลักฐานทางบัญชีในรอบปีบัญชี พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืนเงื่อนไขตามกฎหมาย เมื่อในฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวฟ้องของโจทก์จึงขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2522 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ บริษัทแองโกลไทย (กรุงเทพ ฯ) จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - บริษัทแองโกลไทย (กรุงเทพ ฯ) จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิสัณห์ ลีตเวทย์ · ขจร หะวานนท์ · จรัญ สำเร็จประสงค์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492ฎีกา 3577/2551ฎีกา 2664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา