⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3190/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3190/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดที่เจ้าพนักงานของรัฐกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ต้องอยู่ภายใต้บังคับอายุความเรื่องละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำนิติกรรมให้โจทก์โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ รู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของรัฐบาลแล้วยังขืนทำการโอนให้โจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ถูกผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ฟ้องขับไล่ ศาลฎีกาพิพากษาขับไล่โจทก์ออกจากที่พิพาท ทำให้โจทก์เสียหาย ดังนี้ เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความเรื่องละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับ เมื่อคดีฟังข้อเท็จจริงได้ว่า นับแต่วันที่โจทก์ทำนิติกรรมซื้อที่ดินพิพาทจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลเป็นเวลาห่างกันถึง 21 ปี และโจทก์เพิ่งยื่นฟ้องคดีนี้ภายหลังจากที่โจทก์ได้ฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนแล้วถึง 2 ปีเศษ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินได้จัดทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างนายสนกับโจทก์โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ รู้ว่าที่ดินเป็นของรัฐบาลยืนขืนทำการโอนให้โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๒ โดยตำแหน่งนายอำเภอเซ็นโอนนิติกรรมตามอำนาจหน้าที่ จำเลยที่ ๓ เป็นอธิบดีกรมที่ดิน มีหน้าที่รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นในสายงานซึ่งเกี่ยวกับที่ดินของรัฐบาล ซื้อแล้วโจทก์ครองครองโดยสงบเปิดเผยตลอดมา ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ได้ฟ้องขับไล่โจทก์ โดยอ้างว่าเป็นที่ดินรัฐบาลอยู่ในเขตผังเมือง ศาลฎีกาพิพากษาขับไล่โจทก์ให้ออกจากที่พิพาท คดีถึงที่สุดทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ๕๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่๑ โจทก์อุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้วอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้รับฟ้องจำเลยที่ ๓ ด้วย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานที่ดิน ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โจทก์จะซื้อที่ดินหรือไม่ ไม่ทราบ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่๑ มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ หากแต่เป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง คดีขาดอายุความฟ้องร้อง จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ เป็นส่วนตัว มิได้ฟ้องกรมที่ดินเป็นจำเลยด้วย จำเลยที่ ๓ ในฐานะส่วนตัวมิได้รู้เห็นการกระทำของจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ เพราะขณะนั้นจำเลยที่ ๓ มิได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดินกรมที่ดินและจำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิด ความผิดพลาดเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และคดีขาดอายุความ วันชี้สองสถาน คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันว่า คดีที่โจทก์ถูกผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ฟ้องขับไล่ออกจากที่พิพาทนั้น โจทก์ฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๑๘ ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่ายและวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฟ้องโจทก์กล่าวว่าจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่แผนกที่ดินของอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ มีหน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แต่จำเลยที่ ๑ ได้กระทำโดยจงใจประมาทเลินเล่อรู้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของรัฐบาลแล้วยังขืนทำนิติกรรมโอนให้โจทก์ และต่อมาโจทก์ถูกผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ฟ้องขับไล่ ศาลฎีกาพิพากษาให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่พิพาท ดังนี้เห็นว่าฟ้องโจทก์แสดงว่าจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินให้โจทก์โดยมิได้สอบสวนก่อนว่าที่พิพาทเป็นของรัฐบาลอยู่ในเขตผังเมืองหรือไม่ ทั้งๆ ที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ดังกรณีที่โจทก์ฟ้องนี้ การกระทำก่อให้เกิดความเสียหายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์นั่นเอง หาใช่เป็นเรื่องเรียกค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากรัฐเอาที่ดินคืนดังฎีกาของโจทก์ไม่ ต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความเรื่องละเมิดมาใช้บังคับ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๔๘ บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันฟ้องที่ผู้เสียหายรู้ถึงการกระทำและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปี นับแต่วันทำละเมิด" คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทำนิติกรรมซื้อที่พิพาทจากนายสน เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๙๙ โจทก์ฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๑๘ และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลละเมิดเป็นคดีนี้ตอ่ศาลเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ เมื่อนับตั้งแต่วันที่โจทก์ทำนิติกรรมซื้อที่ดินพิพาท จนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้ ๒๑ ปี และนับตั้งแต่วันที่โจทก์ฟังคำพิพากษาศาลฎีกาถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้ ๒ ปีเศษ ดังนี้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3190/2522 นางบัวคำ ตุงคะโหตร โจทก์ นายพร ทองมา ฐานะส่วนตัวและเจ้าพนักงานที่ดิน กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบัวคำ ตุงคะโหตร · ล. - นายพร ทองมา ฐานะส่วนตัวและเจ้าพนักงานที่ดิน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ขจร หะวานนท์ · พิสัณห์ ลีตเวทย์ · จรัญ สำเร็จประสงค์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายเสริม บุญทรงสันติกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายผัน บุญชิต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 707/2507ฎีกา 4300/2543ฎีกา 5268/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 2908/2530ฎีกา 3089/2537ฎีกา 6304/2540ฎีกา 2685/2536ฎีกา 5095/2556ฎีกา 6560/2555ฎีกา 2225/2536ฎีกา 4258/2541ฎีกา 860/2525ฎีกา 588/2514ฎีกา 1913/2534ฎีกา 2499/2524ฎีกา 7231/2538ฎีกา 3763/2532ฎีกา 2562/2522ฎีกา 2425/2538ฎีกา 10930/2554ฎีกา 4085/2559ฎีกา 142/2535ฎีกา 282/2516
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา