⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3260/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3260/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาเป็นเวลานาน ย่อมไม่ทำให้บุคคลนั้นมีสิทธิในสาธารณสมบัตินั้น และหากการกระทำของบุคคลอื่นทำให้บุคคลนั้นได้รับความเสียหายเป็นพิเศษจากการใช้ประโยชน์ดังกล่าว ถือเป็นการละเมิด

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ขุดร่องน้ำในที่สาธารณะรับน้ำมายังนาของโจทก์ ราษฎรใช้น้ำในร่องน้ำนั้นทำนาและเลี้ยงสัตว์มา 40 ปี โดยขุดร่องน้ำเล็กชักน้ำมาสู่นาของตน ร่องน้ำนี้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยปิดร่องน้ำทำลายคันและทำนาในร่องน้ำ ทำให้โจทก์ใช้น้ำทำนาไม่ได้ ได้รับความเสียหายพิเศษ เป็นละเมิดต่อโจทก์ ศาลพิพากษาให้จำเลยสร้างคันดินและทำให้เป็นร่องน้ำตามเดิม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้พิจารณาพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ปัญหาแรกที่ว่าร่องน้ำพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ เห็นว่าเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว โจทก์ขุดร่องน้ำพิพาทจากนาของนายขัน นายแขม และนายสี ยาวประมาณ 30 เส้น เพื่อรับน้ำมายังนาของโจทก์ โดยขุดร่องน้ำบนที่ดินสาธารณะนายแขม นายชุ่มนายสวัสดิ์ พยานโจทก์เบิกความสนับสนุนต้องกันว่าโจทก์เป็นผู้ขุดร่องน้ำดังกล่าวบนที่ดินสาธารณะมาประมาณ 40 ปี ราษฎรที่อยู่ใกล้ร่องน้ำใช้น้ำในร่องน้ำนั้นทำนาและเลี้ยงสัตว์ เมื่อศาลชั้นต้นไปเผชิญสืบร่องน้ำพิพาทปรากฏว่าร่องน้ำนั้นขุดบนที่ดินสาธารณะโดยตลอดเจ้าของนาใกล้เคียงอาศัยน้ำในร่องน้ำทำนาโดยขุดร่องน้ำเล็กจากร่องน้ำนั้นมาสู่นาของตน นายจำปา นายหมี พยานจำเลยรับว่าได้เห็นร่องน้ำนั้นมาประมาณ 40 ปีแล้ว ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวถือได้ว่า ร่องน้ำพิพาทเป็นร่องน้ำสาธารณประโยชน์ที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ข้อนี้ชอบแล้ว ปัญหาต่อไปที่ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์จำเลยนำสืบมาเสร็จสำนวนแล้ว แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ปัญหาว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น โจทก์เบิกความว่าจำเลยทำคันกั้นร่องน้ำที่แนว ก.ฉ. กับ ข.ช. และทำลายคันร่องน้ำแล้ว ทำนาในร่องน้ำบริเวณที่ระบายสีแดงในแผนที่พิพาท นายแขม นายชุ่ม นายสวัสดิ์ พยานโจทก์เบิกความต้องกันว่า จำเลยปิดกั้นร่องน้ำและทำนาในร่องน้ำเมื่อศาลชั้นต้นเผชิญสืบร่องน้ำพิพาทปรากฏว่า คันดินแนว ก.ฉ. กับ ข.ช. เป็นคันดินที่ทำขึ้นใหม่ ๆ ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่ได้ปิดกั้นร่องน้ำที่แนว ก.ฉ. กับ ข.ช. และนายกู้ศักดิ์ทำนาในร่องน้ำบริเวณที่ระบายสีแดงมาก่อนมานั้นเป็นของจำเลย จึงไม่น่าเชื่อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทำคันดินกั้นน้ำดังกล่าวและทำลายคันร่องน้ำแล้วทำนาในร่องน้ำ โจทก์ใช้น้ำจากร่องน้ำพิพาทเพื่อทำนาของโจทก์ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของถนนจากบ้านโพนบกไปยังบ้านโพนงามท่าถนนนั้นมีท่อระบายน้ำใกล้นาของโจทก์ปรากฏตามแผนที่พิพาท และปรากฏในนาของโจทก์มีร่องน้ำรับน้ำจากร่องน้ำพิพาทไหลผ่านท่อระบายน้ำของถนนไหลสู่นาของโจทก์ ตามฎีกาของจำเลยกล่าวว่า เมื่อน้ำเต็มร่องข้างถนนแล้วจึงจะไหลไปตามท่อระบายน้ำผ่านนาของโจทก์ไหลลงสู่หนองหาร เป็นข้อที่แสดงให้เห็นว่านาของโจทก์เป็นที่ดินต่ำ เชื่อว่าโจทก์ใช้น้ำจากร่องน้ำพิพาทซึ่งไหลมาจากที่ดินสูงในการทำนาของโจทก์ การที่จำเลยทำคันปิดกั้นร่องน้ำพิพาทและทำนาในร่องน้ำพิพาท ทำให้น้ำในร่องน้ำพิพาทไหลไปไม่ถึงนาของโจทก์ตามธรรมดาโจทก์ไม่อาจใช้น้ำจากร่องน้ำพิพาท เพื่อประโยชน์ในการทำนาได้ ทำให้ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ส่วนข้อที่จะบังคับจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้เพียงไร เห็นว่า คำขอของโจทก์ที่ให้บังคับจำเลยทำนาห่างคันคลอง (ร่องน้ำ) ตามแนว ฉ.ช.ซ.ค. ตามแผนที่ท้ายฟ้องหรือแนว ม.ฉ.ช.ซ.ค. ตามแผนที่พิพาทมาทางทิศใต้ 2 เมตรตลอดแนวเขตของร่องน้ำนั้น ทางพิจารณาโจทก์นำสืบไม่ได้ความว่าเขตของร่องน้ำอยู่ห่างแนว ฉ.ช.ซ.ค. มาทางทิศใต้ 2 เมตร จึงบังคับจำเลยตามคำขอนี้ไม่ได้ ส่วนคำขอข้ออื่นเป็นผลที่เนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลย จึงบังคับให้ได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยขุดคันดินตามแนว ก.ฉ. และ ข.ซ. ตามแผนที่พิพาทให้มีสภาพเป็นร่องน้ำตามเดิม ให้จำเลยสร้างคันดินตามแนวช.ซ.ค. ตามแผนที่พิพาทให้มีสภาพเป็นคันดินของร่องน้ำตามสภาพเดิม ห้ามจำเลยทำนาในร่องน้ำบริเวณที่ระบายสีแดงในแผนที่พิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสามศาลโดยกำหนดค่าทนายความสามศาล 1,000 บาทแทนโจทก์" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3260/2522 นายหวา ศรีสุธรรม โจทก์ นายศรีไล คำศรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายหวา ศรีสุธรรม · จำเลย - นายศรีไล คำศรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ภักดิ์ บุณย์ภักดี · ภิญโญ ธีรนิติ · ไพบูลย์ ไวกาสี
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2580/2544ฎีกา 79/2486ฎีกา 1534/2565ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1768/2548ฎีกา 367/2568ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 609/2522ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 2718/2538ฎีกา 1145/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา