⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 49/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 49/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเช่าช่วงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่า ถือเป็นโมฆะ ผู้เช่าช่วงจึงไม่มีสิทธิอยู่ในห้องเช่า และไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกขับไล่

ย่อคำพิพากษา

ผู้เช่าห้องให้โจทก์เช่าช่วง โดยทำนิติกรรมหุ้นส่วนอำพรางการเช่าช่วงผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่ผู้เช่าเพราะผิดสัญญาผู้เช่ายอมออกจากห้อง. โจทก์ถูกบังคับให้ออกจากห้องเช่าด้วย ไม่เป็นการละเมิด ไม่ผิดกฎหมายโจทก์ไม่มีเอกสารเป็นหลักฐานการเช่า จึงอยู่ในห้องเช่าไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.118 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ให้เช่ารู้และยินยอมให้โจทก์เช่าช่วง การที่จำเลยผู้ให้เช่าและผู้เช่ายอมความออกจากห้องเช่า และขับไล่โจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเมิดต่อโจทก์ พิพากษาให้โจทก์อยู่ในห้องเช่าได้ 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม2517 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าห้องพิพาทจากจำเลยที่ 2 มีกำหนดเวลา 5 ปีโดยมีข้อสัญญาห้ามมิให้เช่าช่วง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมาจำเลยที่ 1 จะให้โจทก์เช่าช่วงห้องพิพาทเฉพาะชั้นล่างและชั้นสาม แต่เพื่อมิให้เป็นการผิดสัญญาเช่าที่จำเลยที่ 1 ทำกับจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 จึงทำเป็นสัญญาหุ้นส่วนกับโจทก์ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงเข้าหุ้นกัน เพื่อดำเนินกิจการเสริมสวยในห้องพิพาท มีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2517 โดยจำเลยที่ 1 จะต้องได้รับเงินส่วนแบ่งเดือนละ 1,800บาทภายในวันที่ 15 ของทุก ๆ เดือน ไม่ว่าการดำเนินกิจการจะขาดทุนหรือมีกำไรมากน้อยเพียงใดก็ตาม หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์เช่าช่วงห้องพิพาท จึงบอกเลิกสัญญาเช่าและฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากห้องพิพาท จำเลยที่ 1 ทำสัญญายอมออกจากห้องพิพาท และได้มีการบังคับคดีให้โจทก์ออกจากห้องพิพาทในฐานะเป็นบริวารจำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 16สิงหาคม 2519 โจทก์ได้ออกจากห้องพิพาทตามคำสั่งศาลแล้ว ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า การกระทำละเมิดจะต้องเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย และทำให้เกิดความเสียหายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดกฎหมายอย่างไร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิด ส่วนที่ว่าจะเป็นการผิดสัญญาหรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นแต่เพียงการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่าย จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 118 วรรคแรก ในข้อที่ว่า สัญญาหุ้นส่วนเป็นนิติกรรมอำพรางการเช่าช่วงโจทก์ขอให้โจทก์ได้อยู่ในห้องพิพาทจนครบ 5 ปี แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือแต่อย่างใด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บัญญัติว่าเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องบังคับจำเลยให้โจทก์เข้าอยู่ในห้องพิพาทไม่ได้ เมื่อโจทก์จะฟ้องร้องบังคับการเช่าไม่ได้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการไม่ได้เช่าห้องพิพาท" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 49/2522 น.ส.มณฑา คงศรี โจทก์ นางเกสินี พุทธจารี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - น.ส.มณฑา คงศรี · จำเลย - นางเกสินี พุทธจารี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวัฒน์ รัตรสาร · สมบัติ วังตาล · ประทีป ชุ่มวัฒนะ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 3649/2525ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา