⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1348/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1348/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ห้างหุ้นส่วนที่เลิกแล้วแต่ยังอยู่ในระหว่างชำระบัญชี จะกระทำการใดๆ ได้เฉพาะที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีเท่านั้น การค้ำประกันหนี้ผู้อื่นไม่ใช่กิจการอันจำเป็นเพื่อการชำระบัญชี หากหุ้นส่วนผู้จัดการกระทำไปโดยปราศจากอำนาจ หุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดตามสัญญาโดยลำพัง

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 ที่บัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนแม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้ฟังถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีนั้น มิได้หมายความว่า ในระหว่างนั้น ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวจะทำกิจการได้ทุกอย่าง แต่จะทำได้เฉพาะกิจการอันจำเป็นเพื่อการชำระบัญชีเท่านั้น ซึ่งได้แก่กิจการอันเป็นอำนาจของผู้ชำระบัญชีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1259 การค้ำประกันหนี้ผู้อื่นไม่ใช่กิจการอันจำเป็นเพื่อการชำระบัญชี ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนแล้ว และอยู่ในระหว่างชำระบัญชีจึงกระทำมิได้และไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการกระทำแทน แต่การที่หุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวแทนห้างหุ้นส่วน เป็นเรื่องตัวแทนกระทำโดยปราศจากอำนาจ หุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดตามสัญญาโดยลำพัง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.75 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.820 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.823 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1061 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1080 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1180 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1259

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งกระทำในฐานะส่วนตัวและในนามจำเลย ที่ ๑ ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ๒ ฉบับ โดยมีจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ซึ่งกระทำในฐานะส่วนตัวและในนามจำเลยที่ ๓ ทำหนังสือสัญญาค้ำประกัน เมื่อสัญญาครบกำหนดแล้ว จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นหนี้โจทก์อยู่ โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสี่แล้วไม่ชำระจึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสองนี้ เนื่องจากถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ไม่เคยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ ๓ ไม่เคยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันตามฟ้อง ระยะเวลาที่โจทก์อ้างในฟ้องเป็นเวลาภายหลังที่ห้างจำเลยที่ ๓ เลิกแล้ว และอยู่ในระหว่างชำระบัญชี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ใช้เงินจำนวนหนึ่งและดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๔ ผู้เดียวใช้เงินทุกจำนวนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ โจทก์และจำเลยที่ ๔ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการทำหนังสือสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ๒ ฉบับ จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๔ ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ตามหนังสือฉบับแรก สัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้กระทำในระหว่างชำระบัญชีหลังจากได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนแล้ว และแต่งตั้งจำเลยที่ ๔ เป็นผู้ชำระบัญชี โจทก์ได้หักทอนบัญชีกระแสรายวัน เลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ ๑ ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์อยู่ มีปัญหาว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๔๙ บัญญัติไว้ว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี นั้น มิได้หมายความว่า ในระหว่างนั้นห้างหุ้นส่วนดังกล่าวจะทำกิจการได้ทุกอย่าง แต่จะทำได้เฉพาะกิจการอันจำเป็นเพื่อการชำระบัญชีเท่านั้น ซึ่งได้แก่กิจการอันเป็นอำนาจของผู้ชำระบัญชีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๕๙ การค้ำประกันหนี้ผู้อื่นไม่ใช่กิจการอันจำเป็นเพื่อการชำระบัญชี จำเลยที่ ๓ จึงกระทำมิได้ ดังนั้น จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันนั้น ที่จำเลยที่ ๔ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันแทนจำเลยที่ ๓ ได้กระทำในฐานะส่วนตัว ทั้งจำเลยที่ ๓ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันแล้ว จำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๔ จะกระทำแทนจำเลยที่ ๓ แต่เมื่อจำเลยที่ ๓ ไม่มีอำนาจทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ ๔ ก็ไม่มีอำนาจทำสัญญานั้นแทนได้ การที่จำเลยที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันแทนจำเลยที่ ๓ จึง เป็นเรื่องตัวแทนกระทำโดยปราศจากอำนาจ หุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดตามสัญญาโดยลำพัง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นฎีกา ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1348/2523 ธนาคารเอเชียทรัสต์ จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดดีประเสริฐ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารเอเชียทรัสต์ จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดดีประเสริฐ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธาดา วัชรานันท์ · ชุบ วีระเวคิน · ชุบ วีระเวคิน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอาจ ปัญญาดิลก · ศาลอุทธรณ์ - นายนิยม ติวุตานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 990/2514ฎีกา 5470/2537ฎีกา 4790/2533ฎีกา 3616/2558ฎีกา 225/2530ฎีกา 4411/2531ฎีกา 597/2534ฎีกา 946/2509ฎีกา 2763/2536ฎีกา 6258/2550ฎีกา 6366/2538ฎีกา 710/2542ฎีกา 2026/2494ฎีกา 2438/2535ฎีกา 1398/2493ฎีกา 8680/2551ฎีกา 6101/2539ฎีกา 158/2509ฎีกา 3190/2530ฎีกา 1130/2544ฎีกา 185/2489ฎีกา 312/2534ฎีกา 4355/2548ฎีกา 4977/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา